พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในสุวรรณภูมิส่วนหนึ่ง เข้าไปสู่ธิเบต , มองโกเลีย , จีน , เวียดนาม , เกาหลี , ญี่ปุ่น อีกส่วนหนึ่ง ในส่วนที่เมืองไทยรับเข้ามานั้นเป็นพุทธศาสนาหินยานนิกายเถรวาท
ทําไมพระพุทธศาสนาซึ่งมีพระบรมศาสดาองค์เดียวกัน แต่กลับมีหลายนิกายหลายลัทธิ ?
นี่เป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนานั่นเอง เสมือนต้นไม้ใหญ่ย่อมจะแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปทุกทิศทาง รวมถึงวัฒนธรรมจารีตประเพณีของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่นที่รับเอาอิทธิพลพระพุทธศาสนาเข้าไป ก็มีส่วนอย่างมากในอันที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลัก ให้มีความเหมาะสมกลมกลืนกับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการรับไว้โดยแท้จริง
ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกศาสนาล้วนเป็นไปในแนวทางนี้ทั้งสิ้น
ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธา จําเป็นต้องมีการตรวจสอบโดยผู้ที่รับเข้ามาหรือผู้ที่มีศรัทธา เป็นการตรวจสอบโดยธรรมชาติอีกทางหนึ่ง หากมีศาสนานั้นๆมีความมั่นคงเข้มแข็งพอ ศาสนานั้นหรือความเชื่อนั้นก็จะดํารงตนเองต่อไปอีกยาวนาน จะมั่นคงยั่งยืนอยู่ในกลุ่มชนนั้นๆชั่วลูกชั่วหลาน เรียกว่าเป็นการตรวจสอบโดยมวลชนในท้องถิ่นนั้นๆ ในคัมภีร์พุทธศาสนาก็ยังปรากฏพระพุทธวัจนะทำนองนี้ ดังที่ว่า พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ได้ ก็ด้วยพุทธบริษัททั้งสี่ เป็นอาทิ
ก็อีกนั่นแหละ ถ้าว่าไปแล้วก็เป็นธรรมดาของทุกศาสนาในโลก ความที่ได้ผ่านการตรวจสอบของกาลเวลาและมีอายุการดํารงอยู่อย่างยืนยาว มันก็ต้องมีส่วนที่เป็นหลักเป็นเค้าโครงแท้จริงอยู่บ้าง บวกเพิ่มเสริมแต่งเข้าไปบ้าง สันนิษฐานเชิงวิชาการซ่อมแซมเข้าไปบ้าง ที่ไหนๆ มันก็มีอรรถกถาจารย์อยู่เกลื่อนปหมด เรื่องเช่นนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา บางส่วนก็เป็นแก่น บางส่วนก็เป็นกระพี้
อย่าลืมว่าศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธา ซึ่งเป็นหน้าที่ของจิตใจความคิดนึกโดยตรง เรื่องที่จะให้หลงผิดคิดไปคนละทางก็ย่อมเป็นไปได้ง่าย เหมือนลิงปอกกล้วยเข้าปาก เพราะแต่ละคนแต่ละชนชาติล้วนมีอัตตาเป็นที่ตั้งของตนทั้งสิ้น ยิ่งความเชื่อความศรัทธาแล้ว เป็นสิ่งที่เกิดจินตนาการได้อย่างหลากหลาย พระพุทธศาสนาก็ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความมีเหตุมีผล เป็นศาสนาในอาณาจักร์แห่งความคิดนึกโดยตรง นี่ก็ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสําหรับการจุดประกายความคิดนึกที่แตกต่างกันออกไป ให้เรืองจรัสขึ้นมาได้
วิธีที่ดีที่สุดสําหรับการรับรู้เรื่องราวของศาสนา นั่นก็คือ เปิดใจให้กว้าง รับฟังไว้ด้วยความเป็นบัณฑิต ดังคำพระท่านว่าโยนิโสมนสิการ
ต้องมีทมะในการรับฟังสิ่งที่ต่างไปจากตนโดยการพิจารณาไตร่ตรอง
จีน เป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากนับเป็นพันล้าน พื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ประมาณว่าพื้นที่เท่ากับ 1 ใน 15 ของพื้นที่โลก มีประชากรหลายเผ่าหลายพันธ์รวมกัน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือมีประวัติศาสาตร์และมีประเพณีัวัฒนธรรมยาวนานนับเป็นพันๆ ปี ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่า เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนเท่ห์
อาณาจักร์อียิปต์ , สุเมเรียน , กรีก , โรมัน แม้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและยิ่งใหญ่ แต่ได้ขาดช่วงและล่มสลายไปแล้วก็มี บางส่วนก็ถูกกลืนไปผสมอยู่ในชนชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆก็มี แต่จีนยังคงเป็นอาณาจักร์ที่มีวัฒนธรรมสืบต่อกันมายาวนานนับพันปีโดยไม่ขาดช่วงไม่ขาดตอน และรักษาจารีตความเป็นชนชาติแต่ดั้งเดิมไว้ได้จนทุกวันนี้ แถมยังเพิ่มดินแดนการปกครองเข้าไปอีกในปัจจุบัน
เมื่อพุทธศาสนาแผ่เข้าสู่จีน จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามและควรแก่การค้นคว้าศึกษา ความเป็นมาและเป็นไปเหล่านี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพุทธศาสนาในจีนนั้น หลักใหญ่เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งก็มีหลายลัทธิแตกแขนงสาขาออกไปอีก ด้วยกุศโลบายการเผยแผ่ธรรมของทั้งสองฝ่ายคือ มหายานและหินยาน ทําให้มีข้อแตกต่างกันในรายละเอียดหลายส่วน ต่างฝ่ายต่างก็สร้างจุดเด่นเพื่อดึงมวลชนให้เข้ามาเลื่อมใสศรัทธานิกายของตนให้มากที่สุด
แต่โดยปรัชญาธรรมอันเป็นที่สุดแล้ว ก็มีความมุ่งหมายไปในทางเดียวกันคือ สันติสุขแห่งสังคมโลก
ปัญหาพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา นั่น เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของลัทธิและข้อดีข้อเด่นในแต่ละฝ่าย ซึ่งปัญหาลักษณะนี้หากได้ศึกษาลงลึกกันแล้ว จะเห็นได้ว่ามันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ขณะที่พระบรมศาสดาเจ้ายังคงพระชนม์ชีพด้วยซํ้า ไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่ประการใด
จะใหม่ก็แต่วิธีการรูปแบบของปัญหา แต่เนื้อหาสาระของปัญหาเป็นเรื่องเก่าแก่นานมาแล้ว เรื่องอย่างนี้จะผิดหรือถูกผมว่ามันอยู่ที่กาลเทศะมากกว่า ไม่ใช่เรื่องปรัชญาหรือเชิงอรรถ
พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีนราวพุทธศตวรรษที่ 3 โดยประมาณ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพุทธมหายาน ซึ่งต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 พุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็จําเริญขึ้นอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนามหายานมีหลายนิกาย แต่ก็สามารถดํารงไว้คู่เคียงกับศาสนาเต๋าซึ่งในต้นศตวรรษที่ 7 นั้น ถือเป็นยุคทองของศาสนาเต๋า เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีนในครั้งกระนั้น น่าจะมีศาสนาพราหมณ์ปะปนเข้าไปบ้างแล้ว
ครั้นต้องมาอยู่ในดินแดนถิ่นกําเนิดของศาสนาเต๋า ก็น่าจะได้รับอิทธิพลของเต๋าปะปนเข้าไปเช่นกัน ส่วนใหญ่จะสอดแทรกเข้ามาในรูปของพีธีกรรม เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาหินยานฝ่ายเถรวาทในบ้านเรา ซึ่งมีอิทธิพลของพราหมณ์เข้าเจือปนอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปในรูปของพิธีกรรม
ถ้าพิจารณาโดยภาพรวมทั้งหมดของฝ่ายมหายานจะพบว่า ประเด็นสําคัญที่แตกต่างกันออกไปมากจากหินยานเถรวาทนั้น มักจะเป็นคติในแง่ปรมัตถธรรม โดยพระพุทธศาสนาหินยานมุ่งเผยแผ่พระสัทธรรมในรูปของ ธรรมาธิษฐาน [ Expostion in terms of Truth ] อธิบายธรรมในเชิงซ้อน อิงหลักเหตุและผลตามความเป็นจริง เป็นแนวคิดที่ตรงไปตรงมาในแง่ของเนื้อหาสาระ
ขณะที่พระพุทธศาสนามหายาน มุ่งไปที่แนวทางของ บุคลาธิษฐาน [Personification] อ้างอิงวัตถุธรรม หรืออาศัยกายภาพทางความคิดเป็นตัวสื่อ ยกเป็นข้อเปรียบเทียบที่สามารถสัมผัสจับต้องได้ (ทางกายและจิต) เป็นหลัก โดยอิงแนวปรัชญาธรรมและพิธีกรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระพุทธศาสนามหายานจะมีพระสูตรต่างๆ มากมาย ซึ่งเดินเนื้อหาของเรื่องด้วยปรัชญาธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งง่ายต่อการทําความเข้าใจในเบื้องต้นสําหรับคนหมู่มาก
สมกับชื่อของนิกายว่า มหายาน คล้ายเป็นพาหนะขนาดใหญ่ที่สามารถจะเคลื่อนย้ายผู้คนไปได้คราวละมากๆ
(เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของพระศาสนา ก็ต้องมีคําศัพท์เฉพาะทาง อ่านยาก ติดเข้ามาเป็นช่วงๆไป ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทบทวนเอาแล้วกัน ตรงไหนที่พอจะอธิบายขยายความได้โดยไม่ทําให้เสียเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ ผมก็จะพยายามแทรกเอาไว้ตามสถานการณ์นะครับ)
ผมว่านี่เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทําให้ความรู้ในด้านนี้ เผยแผ่ออกไปอย่างเชื่องช้า ไม่กว้างขวางเท่าที่ควร
คัมภีร์ทางฝ่ายหินยานเถรวาทยึดเอาบาลีเป็นหลัก ในขณะที่คัมภีร์ฝ่ายมหายานยึดเอาภาษาสันสกฤตเป็นหลัก ต้องแปลจากทั้งสองภาษามาเป็นไทย แล้วต้องแปลจากไทยเป็นไทยอีกต่อ หรือไม่ก็แปลเป็นภาษาอังกฤษเสียก่อน แล้วค่อยย้อนแปลเป็นภาษาไทยอีกที หลายทอดหลายต่ออย่างนี้ นี่ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทําให้เนื้อหาสาระของแท้ดั้งเดิมเสื่อมคลายไปมาก เป็นเรื่องของภาษาศาสตร์มากกว่า
ด้วยเหตุนี้ มหายานจึงมีจุดเด่นในการนําเสนอพระสัทธรรมเชิงบุคลาธิษฐาน เป็นที่ฮือฮาเฮโลกันไม่น้อยทีเดียว ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่า น่าจะถูกจริตคนไทยมากที่สุด โดยเฉพาะพระสูตรบทหนึ่งของ มหายานลัทธิสุขาวดี ซึ่งเข้าไปมีบทบาทในแผ่นดินจีนมากที่สุดในราวพุทธศตวรรษที่ 8-9 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยสามก๊กตอนปลายที่แผ่นดินจีนระสํ่าระสายเข้าขั้นกลียุค
นั่นคือพระคัมภีร์ อมิตายุสูตร หรืออมิตายุรธยานสูตร เรียกได้อีกหลายชื่อที่ออกไปในทํานองนี้ อันพรรณนาความว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ตรงนี้เป็นส่วนสําคัญของเรื่องที่กําลังเขียนถึงด้วย แล้วจะเกี่ยวโยงไปถึงอัลบั้มซีดี บทเพลงบรรเลงสวด ที่ได้แนะนํากันไว้ก่อนหน้าแล้ว
ในอมิตายุสูตรของพระพุทธศาสนามหายาน ปรากฏความในตอนหนึ่งว่า.... สมัยหนึ่ง เมื่อครั้งพระบรมศาสดาเจ้าประทับอยู่ ณ เชตะวันวนาราม ซึ่งอนาถปิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถี ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพุทธบูชา
พร้อมด้วยสงฆ์สาวกประมาณ 1,250 พระองค์ ล้วนเป็นอรหันตขีณาสพ มีอาทิคือ พระสารีบุตรเถรเจ้า , พระมหาโมคคัลลาน , พระเรวัต , พระจุฬปันถก , พระนันท , พระอานนัท , พระราหุล , พระควัมปติ , พระปิณโฑลภารัทวาช , พระกาฬุทายี , พระมหากัปปิน , พระวักกุลและพระอนิรุทธ เป็นต้น
อีกทั้งพระมหาสาวกทั้งหลาย , พระโพธิสัตว์ , พระมหาสัตว์เช่นพระมัฌชุศรีกุมารภูต , พระอชิตโพธิสัตว์ , พระคันธหัสดินโพธิสัตว์ , พระนิตโยทยุกโพธิสัตว์ อีกทั้งพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายและเทพบุตรต่างๆ เป็นจํานวนมาก มีท้าวสักกะเทวราชและท้าวสหัมปติพรหม เป็นต้น
( ผมเข้าใจว่ารจนาจารย์ มีเจตนาจะยกอ้างเอาพระนามเหล่านี้ เป็นเสมือนหนึ่งสักขีพยาน เพื่อจะทําให้พุทธนิทานมหายานมีนํ้าหนัก เพื่อประโยชน์แห่งความเชื่อถือหรือน่าเชื่อถือ ด้วยมีบุคคลในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพระพุทธองค์ ซึ่งหลายคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนาให้การยอมรับ ปรากฏอยู่ในพระสูตรนี้ด้วย)
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแก่พระสารีบุตรเถรเจ้าว่า..... จากที่นี้ไป 100,000 โยชน์ เบื้องปัจฉิมทิศ (ทิศตะวันตก) มีโลกธาตุแห่งหนึ่งชื่อว่า สุขาวดี ในที่นั้นมีพระตถาคตอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า อมิตยุส ( อมิตาภะพุทธเจ้า-อมิตายุร, อมิตพุทธเจ้า-อานันทพุทธเจ้า) เสด็จสถิตเสวยสุขารมณ์และแสดงพระธรรมอยู่ในบัดนี้
ดูก่อนสารีบุตร , ไฉนโลกธาตุนี้จึงได้ชื่อว่า สุขาวดีเล่า ? ก็เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายในที่นั้น ( หมายถึงดินแดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล- Sukavadee Buddha Land) ไม่มีทุกข์กายหรือทุกข์ใจ มีแต่ความสุขทุกอย่างเหลือประมาณ เหตุนั้นจึงชื่อว่า สุขาวดี
ดูก่อนสารีบุตร , เธอเคยนึกหรือไม่ว่า เหตุไฉนพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงทรงพระนามว่าอมิตาภะ ดูก่อนสารีบุตร , อันว่ารัศมีแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ย่อมส่องไปไม่มีที่สุดทั่วทิศานุทิศ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อมิตาภะ
อนึ่ง สารีบุตร , ชนมายุแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับทั้งบริวารของพระองค์นั้น ไม่มีกําหนดขีดคั่น ชั่วกัลปาวสาน เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อมิตาภะ
( คําว่าอมิตา , อมิตะ , อมิตาภะหรืออมิตายุร , หรืออมตะ แปลว่าหาที่สุดมิได้ ไม่มีต้น ไม่มีท่ามกลางและไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอนันตกาล มีอายุยืนยาวหาที่สุดมิได้ มีพระรัศมีแผ่ไปไม่รู้จบสิ้น พระรูปของพระพุทธเจ้าองค์นี้ จึงมีเครื่องหมายสวัสติกะอยู่ตรงกลางพระอุระเสมอ ซึ่งตรงกับอักษรจีนอ่านว่า ว่าน แปลว่าหมื่น หมายถึงมีอายุนับเป็นหมื่นๆ ปีนั่นเอง)
ความในพระสูตรนี้มีอีกมาก ผมยกมาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระของเรื่องที่จะดําเนินไปเท่านั้น นอกจากพระบรมศาสดาเจ้าได้แสดงธรรมถึงองค์พระอมิตาภะพุทธเจ้าแล้ว ยังได้สาธยายถึงดินแดนแห่งสุขาวดีหรือพุทธเกษตรมณฑลในแง่ภูมิศาสตร์ , รัฐศาสตร์ , ปรัชญาสังคมและความงดงามร่มรื่นเป็นความมหัศจรรย์อีกมากมายสุดพรรณนา
รวมความถึงได้ทรงจําแนกพระพุทธเจ้าอีกจํ านวนมาก ซึ่งปรากฏอยู่ในโลกธาตุในทิศต่างๆ
พระพุทธศาสนาหินยานฝ่ายเถรวาท มีคติเรื่องโลกธาตุเอาไว้เพียง 31 โลกธาตุเท่านั้น
นั่นคือการจําแนกสวรรค์เรียงลําดับชั้นจากโลกมนุษย์ขึ้นไป เช่น สวรรค์ที่ต่อแดนกับมนุษย์โลกคือ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก ( มนุษย์โลก-เทวโลก-พรหมโลก) ถือว่าติดกับโลกมนุษย์มากที่สุด แล้วก็เรียงลําดับโลกธาตุขึ้นไปเป็นสเต็ป และไกลออกไปจนสุดขอบเขตชนิดที่ไม่มีกลางวันกลางคืน พ้นรัศมีจากระบบสุริยจักรวาล แสงดวงอาทิตย์สาดส่องไปไม่ถึง สุดเขตแดนสุญญากาศ นั่นคือสวรรค์ชั้น เนวสัญญานาสัญญยตน เป็นที่สถิตของ อรูปพรหม ( ในทางเต๋าเชื่อกันว่าองค์เต่าหมู่เทียนจุน ก็ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้)
แต่ฝ่ายมหายานนั้น มีโลกธาตุหรือโลกอื่นๆนอกจากโลกมนุษย์อีกมาก ซึ่งลําดับในชั้นต้นนั้น จากคัมภีร์หลายฝ่ายก็สอดคล้องกัน จะแตกต่างกันไปบ้างก็ในช่วงปลาย ซึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้าก็ทรงลําดับเอาไว้ในพระสูตร ( ฝ่ายมหายาน) ที่ว่านี้เช่นกัน
นอกจากความเชื่อซึ่งเป็นคติของพุทธศาสนามหายานในเรื่องโลกธาตุแห่งหนึ่งคือ แดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑลแล้ว ลัทธิตรีกายที่มีคติว่าพระพุทธเจ้ามี 3 กาย ก็มีบทบาทอย่างมากในนิกายนี้เช่นกัน
แต่มีประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นที่โดดเด่นมากๆ สำหรับพุทธนิกายมหายาน ซึ่งทำให้นิกายนี้ต่างไปจากหินยานเถรวาทอยู่ไม่น้อย นอกจากสองสามประเด็นที่ว่ามาแล้วประเด็นที่ว่านี้ก็คือ เรื่องราวของ พระโพธิสัตว์ ครับ
ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ไม่ค่อยจะได้พบคำนี้บ่อยนัก แต่ถ้าเป็นคัมภีร์หรือพระสูตรต่างๆของมหายานที่มีมากมายนั้น พระโพธิสัตว์กลายเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งและมหายานให้ความสำคัญมากทีเดียว
(แนะนำให้อ่านบทความ พระโพธิสัตว์คือใคร เพื่อความสอดคล้องของเนื้อหาสาระ)
ธนกฤต เสรีรักษ์
พฤศจิกายน 2550