การจัดหิ้งบูชาพระแบบไทย

ต้องเรียนไว้ก่อนว่า   ไม่มีผิดถูก หรือไม่มีจุดอ้างอิงที่เป็นทางการ   หรือเป็นสากล   สำหรับเรื่องนี้นะครับ   จะมีก็แต่คำว่า ควร   หรือ   ไม่ควร   เท่านั้นเอง  


มีใครสักคนที่เขียนหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับจีนๆ ออกขาย   นัยว่าขายดิบขายดีจนต้องพิมพ์ซ้ำไม่รู้กี่หน   โดยผู้เขียนมักอ้างข้อมูลที่มาของเนื้อหาในหนังสือว่า   " ฟังมาจากผู้หลักผู้ใหญ่อีกที"  

ผมก็จะเล่าทำนองนั้นเหมือนกัน   คือยึดเอาตามที่ได้ฟังได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ กระทำกัน   รู้สึกเป็นการเอาตัวรอดที่มักง่ายดีเหลือเกิน   เพราะจะผิดจะถูกก็ไม่ได้อยู่ที่ผมแล้วละครับ   อยู่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่อ้างถึงนั่นแหละ

หิ้งบูชาพระแบบไทยๆ

หากจะให้เป็นกิจลักษณะกันแล้ว   ก็นิยมจัดวางด้วยโต๊ะหมู่ซึ่งมีหลายขนาดสัดส่วนให้เลือกใช้   ขึ้นกับว่าทำเลที่ตั้งและจำนวนพระบูชามีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด   ( เว้นแต่การจัดโต๊ะหมู่ในทางราชการ   ซึ่งไม่อยู่ในนิยามที่จะนำมาพูดถึง)

ความสำคัญที่ต้องตระหนักในส่วนนี้   ทั้งจีนและไทยสอดคล้องต้องกันที่ว่า   " ควรจัดหิ้งพระหรือแท่นบูชาในบ้าน   ให้เหมาะควรกับสถานที่นั้นๆ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นมงคล"

บ้านเล็กครอบครัวเล็กๆ   ก็อย่าเลือกหิ้งพระให้มันใหญ่โตมโหฬารนัก   เอาแต่พอทำเนา อย่าเข้าคำพังเพยที่ว่า “ จระเข้ใหญ่กว่าหนอง-เรือใหญ่กว่าคลอง ”  บ้านหลังใหญ่ครอบครัวใหญ่   ถ้าจะเลือกห้องพระหรือหิ้งบูชาพระขนาดใหญ่-เล็ก   ก็ย่อมไม่เป็นปัญหา   ถือว่าได้เปรียบ

หิ้งบูชาพระไทยมีข้อสังเกตสำคัญอยู่ 3 ประการใหญ่ๆ

ประการแรก ,  
ไม่นิยมจัดโต๊ะพระหรือโต๊ะหมู่บูชา   ให้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป   กะเอาประมาณที่นั่งกราบไหว้บนพื้นหน้าโต๊ะพระได้ใกล้ชิดเป็นพอ   โดยจากที่จุดนั่งนั้น   พอแหงนหน้าขึ้นสัก 20 -30 องศาก็จะเห็นพระพักตร์พระประธานชัดเจน   และไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสัดส่วนตัวเลขมงคลของหิ้งหรือโต๊ะหมู่ใดๆ เป็นเกณฑ์   ส่วนใหญ่โต๊ะหมู่บูชาพระ   จะมีฐานตัวรองรับโต๊ะหมู่ซึ่งสูงจากพื้นประมาณ 39 เซนติเมตรเท่านั้น   แล้วก็มีโต๊ะแต่ละชั้นเป็นหมู่ตามชื่อ   จะเป็นหมู่ 5( มีห้าตัว) , หมู่ 9 ( มีเก้าตัว)และหมู่ 12 ( มีสิบสองตัว) ส่วนหน้าโต๊ะก็หมายถึงหน้ากว้างของชั้นนั้นๆ

ส่วนมากระดับความสูงของชั้นที่วางพระประธาน   กะที่สายพระเนตรของพระพุทธรูปพระประธาน   ทอดสายพระเนตรลงยังผู้ที่นั่งกราบไหว้อยู่บนพื้นพอดี

พระพุทธรูปจะแตกต่างไปจากเทวรูป   โดยเฉพาะสายพระเนตรของพระพุทธรูป   จะต้องมองลงต่ำทำมุมประมาณ 30-45 องศากับองค์พระ   ไม่ใช่ตาลอย   การที่ทอดสายตาลงต่ำนั้น   เป็นอาการสำรวมของกายวาจาใจ   และบ่งบอกถึงความสงบระงับแล้วซึ่งความเร่าร้อนดิ้นร้นทั้งปวง   คนที่สายตาเหลือบขึ้นบนนั้น   หมายถึงคนที่มีความสับสนอยู่ในจิตใจ   เพ้อฝัน ไม่มีสมาธิ   เวลานึกอะไรไม่ออกสายตาก็จะเหลือบมองขึ้นเพดานเสมอ   นั่นหมายถึงอาการฟุ้งซ่านของจิตนั่นเอง  

ประการต่อมา ,  

หิ้งบูชาพระไทยจะให้ความสำคัญเรื่องของ ทิศทาง ที่พระ(ประธาน)ของหิ้งหรือโต๊ะหมู่บูชาชุดนั้น   หันพระพักตร์ไปทางทิศไหน   หากจะว่ากันตรงต้องตำราไทยๆอย่างแท้จริงแล้วละก็   ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(ทิศอิสาน)คือทิศที่พระประธานในบ้านควรพินพระพักตร์ไปทางทิศนี้   ท่านว่าเป็นอุดมมงคลอันเลิศ   ทิศรองลงมาคือทิศตะวันออกและทิศเหนือตามลำดับ   ทิศต้องห้ามคือทิศตะวันตก   ซึ่งถือว่าเป็นทิศที่พระอาทิตย์อับแสง   เป็นทิศอัสดง

ประการที่สาม ,

พระไทยให้ความสำคัญในเรื่องของพรรษาหรืออาวุโส(เถรวาท)   การเรียงลำดับพระที่อยู่ในชุดโต๊ะหมู่บูชา   จึงต้องจัดเรียงตามพรรษาหรืออาวุโสเป็นหลัก   ในขณะที่หิ้งเจ้าหิ้งเซียนหรือแท่นบูชาเทพของจีน   กลับไม่ยึดเอาเรื่องนี้เป็นสาระ   แต่จีนให้ถือเอา "ระยะเวลา"   หมายถึงเทวรูปของเทพองค์ใด   ไม่ว่าจะมีศักดิ์สูงมากน้อยแค่ไหนเพียงใด   หากอัญเชิญมาที่หิ้งพระก่อนเป็นองค์แรกๆ   ให้ถือเอาเทวรูปของเซียนหรือเทพองค์นั้นเป็นพระประธานของหิ้งพระโดยอนุโลม ( รวมถึงกระถางธูปก็จะเป็นสิทธิขององค์ประธาน)   ประหนึ่งเป็นเจ้าสำนัก

องค์ที่ตามมาภายหลัง(จะเช่าบูชามาภายหลังหรือรับมาทางใดๆก็ตาม)   จะต้องอัญเชิญไว้ข้างซ้ายมือขององค์ประธาน ,  หากมีเพิ่มเติบอีกในกาลต่อๆมา   ก็ให้อัญเชิญไว้ด้านขวามือขององค์ประธาน(จีนถือด้านซ้ายมือเป็นใหญ่   คล้ายการอ่านและเขียนหนังสือจีนที่เขียนย้อนจากขวามาซ้าย) ไม่ว่าเทพองค์ที่เสด็จมาในภายหลัง   จะมียศศักดิ์สูงมากน้อยเพียงใด   ให้ถือเอาระยะเวลาที่เสด็จมาเป็นเกณฑ์

แต่ของไทยต้องคำนึงถึงอาวุโสสูง-ต่ำเป็นหลัก ไม่นับระยะเวลาเ่ช่นข้างต้น(คล้ายอาวุโสทางพุทธศาสนาเ่ช่น เถรวาทหรืออาจาริยะวาท)

มาเริ่มกันที่การจัดวางพระบูชาแบบไทยกันก่อน   โดยยกตัวอย่างโต๊ะหมู่บูชาของผมเองละกันครับ   (เพื่อความสะดวกในการอธิบายขยายความ)

ผมนับถือพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและอาจาริยะวาท   รับได้หมดทั้งหินยานและมหายาน   ที่รับได้ทั้งหมดก็ใช่เป็นเพราะเกิดเป็นคนไทยและถูกระบุศาสนาประจำตัวในสำเนาทะเบียนบ้านตั้งแต่แรกเกิดก็หาไม่   แต่มาจากศรัทธาอันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเอง   ทำให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อการเลื่อมใสในหลักธรรมคำสอนที่มีที่มาแตกต่างกันออกไป   เอาเป็นว่าเข้าใจในความเป็นมาเป็นไปของแต่ละนิกายละกัน ( เรื่องแบบนี้หากพูดมากไปประเดี๋ยวเรื่องมันจะยาว   หาที่จบลำบาก)

การจัดโต๊ะหมู่บูชาของผมจึงสะท้อนออกมาทั้งสองนิกายในชุดเดียวกัน   เป็นการผสมผสานกลมกลืนเข้าด้วยกันด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง

การเรียงลำดับอาวุโสของโต๊ะหมู่บูชาพระไทย   จะต้องกำหนดเอายอดสูงสุดในชุดโต๊ะหมู่บูชาไว้เป็นตำแหน่งพระประธาน   ทั้งเป็นตำแหน่งที่อยู่กึ่งกลางสมกับคำว่าประธานแล้ว   ยังเด่นเป็นสง่าราศีแก่สถานที่นั้นๆอีกด้วย   ในส่วนนี้ผมได้อัญเชิญ พระพุทธชินราช ภปร หน้าตัก 9 นิ้ว อัญเชิญมาประทับเป็นประธานของโต๊ะหมู่ทั้งหมด

ข้อน่าสังเกต : พระพุทธรูปบูชาของไทยจะวัดสัดส่วนขนาดขององค์พระกันที่หน้าตัก หรือความกว้างระนาบแนวนอน แต่เทวรูปของจีน   จะวัดมิติสัดส่วนในระนาบแนวดิ่งสูง-ต่ำ คือวัดกันที่ความสูงเป็นเกณฑ์ โดยยึดเอาตัวเลขที่เป็นมงคลทางฮวงจุ้ยเป็นพื้นฐาน

สำหรับโต๊หมู๋ของผม เรียงลำดับอาวุโสจากสูงไล่เรียงลงมาชั้นล่างๆ ดังนี้ (เฉพาะโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านผมซึ่งยกมาเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้สะดวกต่อการอธิบายเท่านั้น

พระบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาในบ้านผมประกอบด้วย พระพุทธชินราช ภปร. (หน้าตัก 9 นิ้ว เป็นพระประธาน), พระบรมธาตุและพระอรหันต์ธาตุ(4 เจดีย์), พระพุทธชินสีห์(หน้าตัก 7 นิ้ว ), พระหลวงพ่อเพชร พิจิตร(หน้าตัก 7 นิ้ว ), พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า(หน้าตัก 7 นิ้ว ), พระพุทธสิหิงค์(หน้าตัก 5 นิ้ว ), พระพุทธโสธร(หน้าตัก 5 นิ้ว ),   หลวงพ่อวัดไร่ขิง(หน้าตัก 5 นิ้ว ), พระร่วงโรจนฤทธิ์(ยืน), พระปางห้ามญาติ(ยืน), พระปางห้ามสมุทร์(ยืน), หลวงพ่อวัดบ้านแหลม(ยืน), พระปางลีลาพุทธมณฑลฯ(ยืน), พระอัครสาวกซ้ายขวา(นั่งคุกเข่า),

พระอวโลกิเตศวรกวนอิมมหาโพธิสัตว์(ยืน), พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์(ยืน), พระสิวลี(ยืน), พระมหากัจจายนะเถระ(หน้าตัก 7 นิ้ว ), พระภควัมปติ(หน้าตัก 2.5 นิ้ว ), หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้(หน้าตัก 5 นิ้ว ), หลวงปู่โต วัดระฆัง(หน้าตัก 5 นิ้ว ), หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค(ยืน), หลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า(ยืน), หลวงพ่อวัน วัดประสิทธิชัย(หน้าตัก 5 นิ้ว ), หลวงพ่อสด วัดปากน้ำฯ(หน้าตัก 5 นิ้ว ), หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน(หน้าตัก 5 นิ้ว ), หลวงพ่อคลิ้ง(หน้าตัก 5 นิ้ว )

พระพิฆเนศวร์(สององค์) กรมศิลป์(หน้าตัก 6 นิ้ว-และ 5 นิ้ว ), พระธนบดีศรีธรรมราช(หน้าตัก 5 นิ้ว ), ท้าวกุเวรปางเศรษฐีซัมพล(หน้าตัก 5 นิ้ว ), ท้าวจุตคามรามเทพ, พระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัว(สูง 22 นิ้ว ), พระบรมรูปรัชกาลที่ห้า(สูง 25 นิ้ว )

เริ่มต้นกำหนดยอดบนสุดของชุดเป็นที่ประทับของพระประธานหลัก ซึ่งผมอัญเชิญ พระพุทธชินราช (หน้าตัก 9 นิ้ว ) เป็นพระประธาน ถือเป็นประธานใหญ่ในลำดับแรก ถัดลงมาชั้นที่สอง มี พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า (หน้าตัก 7 นิ้ว ) เป็นพระประธานในชั้นที่สองนี้ ถัดลงมาในแนวเส้นตรงจากบนลงล่างในชั้นที่สาม, มี พระพุทธสิหิงค์ (หน้าตัก 5 นิ้ว ) ประทับเป็นประธานในชั้นนี้ และรองลงมาเป็นชั้นที่สี่และชั้นที่ห้า, มี พระพิฆเนศวร์มหาเทพ (หน้าตัก 6 นิ้วและ 5 นิ้วตามลำดับ) เป็นพระประธานในชั้นเทพ(ชั้นที่สี่และชั้นที่ห้า)

ทั้งหมดนี้ในแนวดิ่งหรือโยงเป็นเส้นตรงจากบนสุดลงมาด้านล่าง มีด้วยกันทั้งหมด 5 ชั้น และในแต่ละชั้นนั้นๆก็มีพระประธานประจำแต่ละชั้นกำกับอยู่

หากจำแนกแยกแยะในทางลึกละเอียดลงไปอีก ก็จะเห็นว่า พระประธานในแต่ละชั้น จะมีพระพุทธรูปหรือพระบริวาร(ของพระประธาน)เป็นรองประธานในทุกชั้นเสมอ ซึ่งพระบริวารของพระประธานเหล่านี้ ก็จะเป็นพระประธานของชั้นล่างๆที่ถัดลงมาอีกทอดหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น พระพุทธชินราช ประทับเป็นพระประธานอยู่บนสุดกึ่งกลาง ทางเบื้องขวา(ของพระประธาน)ก็จะมีพระรองประธานลำดับที่หนึ่งคือ พระพุทธชินสีห์ (หน้าตัก 7 นิ้ว ซึ่งจะเป็นพระประธานหลักของโต๊ะหมู่ทางเบื้องขวาทั้งหมด), ลำดับที่สองคือ หลวงพ่อเพชร (หน้าตัก 7 นิ้ว ซึ่งจะเป็นพระประธานหลักของโต๊ะหมู่ทางเบื้องซ้ายทั้งหมด)

พระพุทธรูปบริวารของพระรองประธานลำดับที่สามคือ พระพุทธโสธร (หน้าตัก 5 นิ้ว จะเป็นพระบริวารของรองประธานลำดับที่หนึ่งคือพระพุทธชินสีห์ ทางเบื้องขวา) และพระพุทธรูปบริวารของพระรองประธานลำดับที่สี่คือ หลวงพ่อวัดไร่ขิง (หน้าตัก 5 นิ้ว จะเป็นพระบริวารของรองพระประธานลำดับที่สองคือ หลวงพ่อเพชร ทางเบื้องซ้าย)

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า ประธานกึ่ี่งกลางในลำดับชั้นที่สองนั้น มี พระอัครสาวก เป็นพระบริวารขนาบข้างซ้ายและขวา

พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระประธานกึ่งกลางในลำดับชั้นที่สามนั้น มี หลวงพ่อทวดและสมเด็จ(โต) เป็นพระบริวารขนาบข้างซ้ายขวาตามลำดับ

ลำดับชั้นที่สี่, มีพระพิฆเนศวร์ประทับเป็นประธาน ก็จะมี พระธนบดีศรีธรรมราช และ ท้าวกุเวร (ซัมปาลา) เป็นพระบริวารขนาบข้างซ้ายและขวาตามลำดับ

และลำัดับชั้นที่ห้า ซึ่งยังเป็นชั้นของทวยเทพฯ มีพระพิฆเนศวร์ประทับเป็นประธาน ณ กึ่งกลาง ขนาบสองข้างด้วย ท้าวจตุคามรามเทพ

พูดไ้ด้ว่า พระพุทธรูปและเทวรูปทั้งหมดของชุดโต๊ะหมู่ จะต้องผูกพันยึดโยงและเกาะกุมกันไปตลอด ไม่มีช่องโหว่

คราวนี้มาดูลำดับชั้นของโต๊ะหมู่ทางเบื้องขวา(ของพระประธาน)ทั้งหมด โดยเบื้องขวาจะมี พระพุทธชินสีห์ (หน้าตัก 7 นิ้ว ) ประทับเป็นประธานในซีกนี้ (ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น) ซึ่งจะมี พระพุทธโสธร (หน้าตัก 5 นิ้ว ) ประทับเป็นรองพระประธานและด้านหน้าของพระพุทธโสธรเป็นที่ประดิษฐาน เจดีย์ผอบพระธาตู (สององค์) เยื้องออกไปด้านข้างทางเบื้องขวาถัดต่อลงมาจาก พระพุทธชินสีห์ ก็จะเป็น พระร่วงโรจนฤทธิ์ (ยืน), พระพุทธรูปปางห้ามญาติ (ยืน), และ พระพุทธลีลาประธานพุทธมณฑลฯ (ยืน) ทั้งหมดนี้จัดอยู่ในลำดับชั้นที่หนึ่งของทางเบื้องขวา

ลงมาชั้นที่สองของทางเบื้องขวา เริ่มที่ พระอวโลกิเตศวนกวนอิมมหาโพธิสัตว์ (ยืน), พระสิวลีมหาเถระ(ปางธุดงค์) (ยืน) และปิดท้ายในชั้นนี้ด้วย หลวงพ่อทวด (หน้าตัก 5 นิ้ว )

ถัดลงมาชั้นที่สามของทางเบื้ืองขวา เริ่มด้วย หลวงพ่อปาน (ยืน), ถัดเข้าไปเป็น หลวงพ่อคล้าย, หลวงพ่อวัน, หลวงพ่อสด ตามลำดับ

ถัดลงมาในชั้นที่สี่(ซึ่งเป็นชั้นสำหรับเทพ ซึ่งมีพระพิฆเนศวร์ประทับเป็นพระประธาน ณ กึ่งกลาง) เริ่มด้วย พระธนบดีศรีธรรมราช, ตามด้วย ท้าวจตุคามรามเทพ เช่นเดียวกับลำดับชั้นที่ห้า ซึ่งมีพระพิฆเนศวร์(อีกองค์)ประทับเป็นพระประธาน และมี ท้าวจตุคามรามเทพ ขนาบไว้ด้านข้าง

ถัดลงที่ชั้นฐานของโต๊ะหมู่ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายและเป็นที่ที่จัดวางกระถางธูป เชิงเทียน แจกันดอกไม้ เครื่องบูชาพระ ฯลฯ ทางเบื้องขวาก็จะมี พระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัวฯ ประทับยืน( 22 นิ้ว ), พระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, พระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกของท่าน (ณ ตำแหน่งนี้, ผมยังปรารถนาพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช(ปางประกาศอิสรภาพ) มาประทับไว้บูชา แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ไ้ด้ คงขึ้นกับวาสนาละครับ)

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นลำดับชั้นของพระบูชาทางเบื้องขวาของพระประธานด้านบน(เรียงลงมาด้านล่างตามลำดับ) ทีนี้ลองมาดูลำดับชั้นของพระบูชา ทางเบื้องซ้ายของพระประธานดูบ้าง

ลำดับชั้นบนสุดทางเบื้องซ้ายนี้ เริ่มต้นด้วย หลวงพ่อเพชร (หน้าตัก 7 นิ้ว ) เป็นพระประธานของพระทางเบื้องซ้ายทั้งหมด ถัดลงมาเป็น หลวงพ่อวัดไร่ขิง โดยด้านหน้าประดิษฐาน เจดีย์ผอบพระธาต(สององค์) , หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (ยืน), พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร (ยืน), พระพุทธรูปปางถวายเนตร (ยืน)

ถัดลงมาเป็นลำดับชั้นที่สอง, เริ่มด้วย พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ (ยืน), พระมหากัจจายนะเถระ ปิดท้ายชั้นนี้ด้วย สมเด็จพุฒาจารย์(โต), และ หลวงพ่อเงิน

ถัดลงไปลำดับชั้นที่สาม, เริ่มต้นชั้นนี้ด้วยพระ หลวงปู่สุข (ยืน), หลวงพ่อคล้าย, หลวงพ่อคลิ้ง และ พระรูปสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

ชั้นที่สี่และห้าเป็นชั้นสำหรับทวยเทพ (เช่นเดียวกับเบื้องขวา) ซึ่งมีพระพิฆเนศวร์เป็นพระประธาน, เริ่มด้วย ท้าวกุเวรมหาราช(ซัมปาลา), และ ท้าวจตุคามรามเทพ และท้ายสุคคือลำดับชั้นที่ห้า ซึ่งก็เป็นชั้นของทวยเทพเช่นกัน มี พระบรมรูปล้นเกล้ารัชกาลที่ห้า ประทับยืนสูง 25 นิ้ว ในชั้นนี้ตำแหน่งนี้ ผมยังปรารถรนาจะได้พระรูปของเสด็จในกรม (กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) มาไว้สักการะสักองค์ ซึ่งคงต้องรอกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม, ในลำดับชั้นของทวยเทพต่างๆ นั้น(ไม่ว่าไทยหรือฮินดู-พราหมณ์) , ถ้าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของไทย   ห้ามวางเทวรูปหรือองค์เทพต่างๆ สูงกว่าพระสงฆ์โดยเด็ดขาด ท่านว่าไม่เป็นมงคลแก่ผู้กราบไหว้ ให้ถือว่าเทพยดามีศักดิ์และสิทธิ์ต่ำกว่าพระสงฆ์ในทุกกรณี (พระพิฆเนศวร์มหาเทพ, ท้าวมหาพรหม, พระนารายณ์, พระอิศวร, พระวิษณุกรรม, พระธนบดีฯ, ท้าวจตุคามรามเทพ เป็นอาทิ)


อนึ่ง ,  หากเรียงลำดับจากสูงลงมาต่ำไม่เป็นที่พอจะวางพระบูชาได้ทั้งหมด   ก็ให้วางเรียงโดยนับอาวุโสด้วยระนาบแนวนอน ให้ถือเอาด้าน ขวามือของพระพุทธรูปพระประธาน เป็นหลัก(ตามเข็มนาฬิกา)   นับจากขวามือของพระพุทธรูปพระประธานมาทางซ้าย   ไล่เรียงสูงต่ำกันไปตามลำดับ

ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่า ไม่เพียงการจัดตำแหน่งตามระดับอาวุโสเท่านั้น   แต่เน้นความสมดุลของขนาดองค์พระควบคู่กันไปด้วย   ซึ่งจะไล่เรียงตั้งแต่พระประธานหน้าตัก 9 นิ้ว   ลงมาที่หน้าตัก 7 นิ้วและหน้าตัก 5 นิ้วตามลำดับ ใหญ่และเล็กไปกว่านี้สำหรับชุดโต๊ะหมู่ประมาณนี้ก็จะขาดสมดุล หย่อนความสวยงามไปได้มากทีเดียว

สำหรับเจดีย์ใส่ผอบ พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ทั้งสี่องค์ แต่เดิมเกือบสามสิบกว่าปีที่แล้ว   ผมได้รับมอบมาจากท่านอาจารย์พระมหาวุฒิ   ปิยะวัณโณ มอบให้เพียงสององค์เท่านั้น ซึ่งตอนที่ท่านมอบให้ผมนั้น   ท่านก็ย้ำว่าไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุหรือพระอรหันตธาตุ   แต่ก็ย้ำให้จัดบูชาไว้ในที่ที่อันสมควร   เริ่มแรกก็มีเพียงเจดีย์เดียวสำหรับพระธาตุสององค์(ใส่ผอบรวมกัน)

ต่อมาไม่ทราบว่าเป็นเวลายาวนานมากน้อยแค่ไหน   เพราะไม่ได้จดจำไว้   ปรากฏว่ามีพระธาตุเสด็จมาอีกหลายองค์ ( ปกติปีหนึ่งทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาพระก่อนวันสงกรานต์   มักจะเปิดดูผอบพระธาตุทุกคราวไป)   ผมก็อัญเชิญพระธาตุที่ว่านี้แยกใส่ผอบเป็นอิสระต่างหาก   โดยยึดเอาสีและสันฐานของพระธาตุที่เสด็จมาเป็นเกณฑ์   ทั้งนี้เพราะไม่มีความรู้ในส่วนนี้   ไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า   พระธาตุสีและสันฐานลักษณะใด   เป็นพระธาตุของพระองค์ไหน   ได้แต่จัดแยกเจดีย์ที่ใส่ผอบไปตามสีและสันฐานเช่นที่เล่าไว้แล้ว

มาถึงวันนี้(2550)ก็มี 4 เจดีย์แล้ว   โดยจัดวางเจดีย์ฯไว้ทางเบื้องขวาพระประธาน 2 องค์(เจดีย์)   และทางเบื้องซ้ายของพระประธานอีก 2 องค์ (เจดีย์)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างการจัดเรียงลำดับอาวุโสหรือพรรษา   ในการจัดวางพระแบบไทย   ซึ่งพระที่เอ่ยนามมา   ก็ไม่จำเป็นว่าต้องมีเหมือนกับโต๊ะหมู่ของผม   เพียงแต่ยกเป็นตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น   ด้วยการยกตัวอย่างมาจากของจริงซึ่งผมกราบไหว้บูชาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   บางท่านอาจจะจัดวางแตกต่างไปจากนี้ก็ได้   แต่การรักษาความเหมาะควรของศักดิ์พระ   ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบพระไทย

คำถามที่จะพบได้บ่อยๆในเรื่องของการจัดหิ้งพระแบบไทยก็คือ   ควรจะอัญเชิญพระพุทธรูปแบบไหน , หรือพระอะไร มาเป็นพระประธานประจำโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน ?

ตอบได้ว่า   จะเป็นพระอะไรก็ได้ที่ตนเองให้ความเคารพนับถือ   โดยพยายามเลือกพระพุทธรูปที่อยู่ในปางมารวิชัย ( หรือสะดุ้งมาร)จะเหมาะสมที่สุด

พระพุทธรูปปางมารวิชัยคือ พุทธลักษณะประทับนั่ง   พระหัตถ์ซ้ายวางบนหน้าพระเพลาหรือวางบนหน้าตัก ,  พระหัตถ์ขวาวางพักไว้ที่พระชานุหรือเข่าข้างขวา   ปางนี้จะเป็นปางนิยมที่จะเป็นพระประธานในพระอุโบสถโดยทั่วไป   และนิยมอัญเชิญมาเป็นพระประธานในบ้านเช่นกัน

ขอแถมเรื่องพุทธลักษณะของพระที่ควรอัญเชิญมาเป็นประธานในบ้าน   ถือเป็นการตรวจสอบขั้นพื้นฐานเท่านั้นนะครับ   และเจาะจงให้พิจารณาเฉพาะพระที่ต้องการจะอัญเชิญมาเป็นพระประธาน   ควรให้ต้องตามพุทธลักษณะเบื้องต้นดังนี้

ในภาพพระพุทธชินราชซึ่งมีเส้นสีขาวกากบาทอยู่ทั้งหมด 4 เส้น

เส้นที่หนึ่งคือเส้น   A  เป็นระยะการวัดความยาวจากหัวเข่าข้างขวา   ไปจนสุดหัวเข่าข้างซ้ายของพระพุทธรูป

เส้นที่สองคือเส้น B  เป็นระยะการวัดจากหัวเข่าข้างขวา   ไปยังหัวไหล่ข้างซ้าย ( วัดทะแยงมุม)

เส้นที่สามคือเส้น C  เป็นระยะการวัดจากหัวเข่าข้างซ้าย   ไปยังหัวไหล่ข้างขวา (วัดทะแยงมุม)

เส้นขาวทั้งสามเส้นนี้ ทั้งเส้น A,  B  และ C  ควรจะต้องมีระยะความยาวเท่ากันครับ

ส่วนเส้นขาวที่สี่คือเส้น D  ความยาวต้องเท่ากับเส้น A,  B และ C   สรุปง่ายๆก็คือ เส้นทั้งสี่   จะต้องมีความยาวเท่ากัน

และเมื่อเอาความยาวหรือระยะของเส้น A มาวัดในแนวตั้ง(ในภาพก็คือเส้น D)  จากพระหัตถ์(ด้านซ้ายที่วางบนหน้าตักของพระพุทธรูป)   ตั้งตรงขึ้นไปด้านบน ความยาวของเส้น D ( ซึ่งเป็นเส้นที่ยาวเท่ากับเส้น A, B,  C )  ความยาวทั้งหมดหากด้านปลายของเส้น D ตกที่รอยต่อพระโมลี(เกล้าผม)พอดี   ถือว่าได้พุทธลักษณะเป็นเลิศ   ย่อมให้คุณแก่ผู้กราบไหว้บูชาเป็นอเนกอนันต์ประการ  

หากปลายความยาวของเส้น D ไปตกที่ตำแหน่งหน้าผาก ถือว่าดีเช่นกันครับ  

แต่หากปลายความยาวของเส้น D ไปตกในตำแหน่งที่ต่ำกว่าพระโอษฐ์ ( ปาก)ลงมา   โบราณท่านห้าม   ไม่ควรนำพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่ว่านี้มาเป็นพระประธานในบ้าน (ห้ามเฉพาะตำแหน่งพระประธาน , แต่อาจจัดไว้เป็นพระพุทธรูปบริวารในโต๊ะหมู่ได้ครับ)

นี่เป็นคติโบราณที่ยึดถือกันมาช้านาน   ซึ่งเป็นศิลปะการตรวจสอบพระพุทธรูปในขั้นพื้นฐานเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม   ทั้งหมดเป็นความเชื่อส่วนบุคคล   ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ  

ธนกฤต เสรีรักษ์
ตุลาคม 2550