ในบรรดาคัมภีร์ทางลัทธิศาสนาที่เก่าแก่และมีการยอมรับนับถือกันมาก พระไตรปิฎกของพุทธศาสนาก็ติดอยู่ในข่ายนี้ด้วย และในพระไตรปิฎกไม่ว่าจะเป็นในหมวดพระวินัย , พระสูตร , และปรมัตถธรรม ล้วนสัมพันธ์ยึดโยงอยู่กับเทวดาหรือทวยเทพทั้งสิ้น จะยอมรับหรือปฏิเสธก็ไม่อาจหลีกเร้นไปได้ โดยเฉพาะในพุทธประวัติและคำสรรเสริญพระพุทธเจ้า ล้วนอ้างอิงเรื่องราวของทวยเทพแทบจะในทุกบท จะถือเป็นกุศโลบายในทางธรรมหรือไรก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ ปรากฏอยู่ มีจริงในพระคัมภีร์ข้างต้นนั้น
พระพุทธองค์ตรัสเรื่องของสิ่งมีชีวิตหรือพลังงานเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทรงแยกแยะออกเป็น 4 จำพวก(ในโลกธาตุนี้จะมีพลังงานและสิ่งที่มีชิวิต มาจากฐานทั้ง 4 นี้เสมอ) ซึ่งมีหลายส่วนที่สอดคล้องกับชีววิทยาที่เป็นศาสตร์ของโลกสมัยใหม่ ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์
สิ่งที่มีชีวิตและมีพลังงานในโลกมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกเป็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ได้ และประเภทที่สองเป็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ไม่ได้ ซึ่งหมายถึงต้นไม้พืชพรรณต่างๆ ในส่วนแยกย่อยยังแบ่งพืชออกไปอีกหลายชั้นเช่น " พืชคาม" ได้แก่พืชพรรณที่พรากจากที่แล้วยังเป็นได้อีก , " ภูตคาม" ได้แก่พืชพรรณที่ขึ้นอยู่กับที่
ชีวิตและพลังงานใน 4 จำพวกได้แก่
1. สิ่งมีชีวิตที่ถือการปฏิสนธิในครรภ์มารดา หมายถึงออกลูกเป็นตัว ได้แก่มนุษย์และสัตว์ที่ออกลูกเป็นตัวทั่วไป ฯลฯ
2. สิ่งมีชีวิตที่ถือการปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นฟองอัณฑะหรือเป็นฟองไข่ หมายถึงออกลูกมาเป็นไข่ เช่นเป็ด , ไก่ ฯลฯ
3. สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากน้ำเน่าน้ำครำ หมายถึงสิ่งที่เกิดจากมูล อันได้แก่หนอน , ยุง , เชื้อโรค , แบคทีเรีย , จุลินทรีย์ ฯลฯ
4. สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากอำนาจบุญกรรมหรือฌานบารมี หมายถึงเกิดด้วยอำนาจความเชื่อถือและศรัทธา ได้แก่เทวดา , เทพยดา , ทวยเทพ ฯลฯ
เทพยดา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
กลุ่มแรก , จะเป็นสมมติเทพ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นวิญญาณบรรพชนที่ได้สร้างสมคุณงามความดีเอาไว้อย่างอเนกประการเมื่อครั้งยังดำรงชีพ ต่อเมื่อหมดบุญแล้ว ก็ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ(โดยมีพระบรมราชโองการของฮ่องเต้ ซึ่งถือเป็นโอรสสวรรค์ ประกาศเฉลิมพระนามและพระยศให้เป็นทวยเทพที่ควรแก่การเคารพสักการะกราบไหว้บูชา) เช่นเปากง(เปาบุนจิ๋น) , ไท้สร้างเหล่าจิน(เหลาจื้อ) , เทพเจ้ากวนอู ฯลฯ
หรือหากเป็นของไทยๆ ก็ได้แก่เสด็จพ่อ รอ. 5, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (หรือแม้แต่ท้าวจตุคามรามเทพ) ฯลฯ เพียงแต่ของไทยไม่มีพระราชประเพณีให้มีพระบรมราชโองการสถาปนาแต่งตั้งอดีตบุรพกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพ เนื่องจากคติไทยถือกันว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นสมมติเทพโดยประสูติ และสืบสันตติวงศ์จากองค์นารายณ์อวตาร จึงมีการเฉลิมพระนามด้วยคำว่า "รามา" ติดไว้เสมอ และสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนพาหนะ ก็จะมีตราครุฑเป็นสำคัญ ด้วยเหตุครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงได้แต่ถวายการเฉลิมพระนามต่อสร้อยท้ายชื่อด้วยคำยกย่องเช่น มหาราช ฯลฯ
หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป หากได้กระทำคุณงามความดีเป็นที่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างอเนกอนันต์ เมื่อสิ้นบุญแล้วก็อาจได้รับพระราชทานยศ เลื่อนขั้นชั้นยศ หรืออื่นๆที่ไม่ใช่พระบรมราชโองการแต่งตั้งสถาปนาฯ
กลุ่มที่สอง , มาจากคนเช่นกัน แต่ในสมัยที่มีชีวิตอยู่นั้น บุคคลเหล่านี้ได้ถือบวชเป็นนักพรต เป็นเซียน เป็นพระ ในลัทธิศาสนาใดก็ได้ ซึ่งบำเพ็ญเพียรสร้างตบะญาณอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุภาวะอมตะของลัทธินั้นๆ ก็คล้ายๆพระอริยสงฆ์ของเรา เช่นหลวงพ่อทวด , สมเด็จพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี ฯลฯ ที่บำเพ็ญเพียรสร้างบุญบารมีเพื่อให้บรรลุถึงพระนิพพาน พอละสังขารแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็จะสำเร็จเป็นเทพโดยปริยาย เทพในชั้นนี้จะเกิดดับได้ตลอดเวลาหรืออาจหวนกลับมาเกิดในมนุษย์โลกอีกวาระก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม
กลุ่มที่สาม , เทพเหล่านี้เป็นเทพโดยการจุติบนสวรรค์ ซึ่งรวมถึงเทพที่ปรากฏอยู่ในตำนานและเทพนิยายต่างๆ รวมถึงกลุ่มดาวในจักรวาล ( กำหนดเอาเฉพาะระบบสุริยะภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ส่วนที่แสงดวงอาทิตย์ดวงนี้ส่องไปไม่ถึงนั้น ให้กำหนดนับเป็นอีกจักรวาลหนึ่งหรือแกเลกซี่หนึ่งต่างหาก)
ทางโหราศาสตร์จีนจะยกย่องกลุ่มดาวสำคัญๆให้เป็นเสมือนเทพ มีการกำหนดดาวแต่ละดวงแต่ละกลุ่มให้เป็นเทพที่มีวาระและอานุภาพต่างกันออกไป ตามแต่ประสบการณ์ของปรมาจารย์ในยุคนั้นๆ เนื่องเพราะคนโบราณต้องอาศัยตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าในการดำรงชีพแทบจะในทุกเรื่อง
เทพประเภทที่สามนี้มักอุบัติขึ้นในสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามแต่อำนาจบุญบารมี อำนาจฌาณและบุพกรรมในอดีตชาติ-ปัจจุบันชาติ บ้างก็อุบัติขึ้นในดอกบัวบนสวรรค์ , บ้างก็ก่อตัวเป็นพลังงาน(แม่เหล็กโลก)อันมหาศาลด้วยอากาศธาตุบนสวรรค์, หรือเทหะวัตถุในจักรวาล พวกนี้เป็นเทพโดยบุญญาบารมีของตนเองและมีฤทธิ์อำนาจโดยศักดิ์ของเทพในทันที ไม่ต้องสะสม เช่นเต่าหมู่เทียนจุน , พระโพธิสัตว์กวนอิม , เทพเจ้านาจา(เกิดบนสวรค์ก่อน แต่มีความผิดถูกลงโทษให้จุติมาเป็นมนุษย์ และทำความดีไถ่โทษแล้ว ได้กลับไปเป็นเทพบนสวรรค์อีกครั้ง) ไต่เสี่ยฮุดโจ้ว(เห้งเจีย-นัยว่าอุบัติขึ้นจากก้อนหิน) , ฯลฯ
รวมถึงองค์ปักเต้าแชกุน , น่ำเต้าแชกุน ซึ่งเป็นเทพดวงดาวหรือกลุ่มดาวที่คนโบราณยกย่องเป็นเทพให้การเคารพกราบไหว้กลุ่มดาวเหล่านี้
ในทางโหราศาสตร์จีนถือว่ากลุ่มดาวเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคน โดยเฉพาะการเกิดและการตาย ด้วยหตุที่เชื่อกันว่าเทพทั้งสองท่านมักจะลงจากสวรรค์(มักแปลงเป็นนกบินลงมา) เพื่อบำนักบำเพ็ญพรตหรือปลีกวิเวกเพื่อการผ่อนคลายในโลกมนุษย์บนยอดเขาแห่งหนึ่ง เทวรูปของเทพสององค์นี้ จึงนิยมให้ประทับนั่งบนโขดหินหรือขอนไม้ (เป็นเทพธรรมชาตินิยม ไม่ใช่เทพสังคมนิยม)
ธนกฤต เสรีรักษ์
ตุลาคม 2550