ไหว้พระบูชาเทพ

  เทวรูปบูชา  

เทวภัณฑ์

  เทวมงคล

 

เทวประวัติ

 

เทวดิถึ

  ฮวงจุ้ย

ที่มาของเหล่าทวยเทพ

ในบรรดาคัมภีร์ทางลัทธิศาสนาที่เก่าแก่และมีการยอมรับนับถือกันมาก   พระไตรปิฎกของพุทธศาสนาก็ติดอยู่ในข่ายนี้ด้วย   และในพระไตรปิฎกไม่ว่าจะเป็นในหมวดพระวินัย , พระสูตร , และปรมัตถธรรม   ล้วนสัมพันธ์ยึดโยงอยู่กับเทวดาหรือทวยเทพทั้งสิ้น จะยอมรับหรือปฏิเสธก็ไม่อาจหลีกเร้นไปได้   โดยเฉพาะในพุทธประวัติและคำสรรเสริญพระพุทธเจ้า   ล้วนอ้างอิงเรื่องราวของทวยเทพแทบจะในทุกบท   จะถือเป็นกุศโลบายในทางธรรมหรือไรก็ตาม   แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่   ปรากฏอยู่ มีจริงในพระคัมภีร์ข้างต้นนั้น

พระพุทธองค์ตรัสเรื่องของสิ่งมีชีวิตหรือพลังงานเอาไว้อย่างน่าสนใจ   ทรงแยกแยะออกเป็น 4 จำพวก(ในโลกธาตุนี้จะมีพลังงานและสิ่งที่มีชิวิต   มาจากฐานทั้ง 4 นี้เสมอ)   ซึ่งมีหลายส่วนที่สอดคล้องกับชีววิทยาที่เป็นศาสตร์ของโลกสมัยใหม่   ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และจิตศาสตร์

สิ่งที่มีชีวิตและมีพลังงานในโลกมีอยู่สองประเภท   ประเภทแรกเป็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ได้   และประเภทที่สองเป็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ไม่ได้   ซึ่งหมายถึงต้นไม้พืชพรรณต่างๆ     ในส่วนแยกย่อยยังแบ่งพืชออกไปอีกหลายชั้นเช่น " พืชคาม" ได้แก่พืชพรรณที่พรากจากที่แล้วยังเป็นได้อีก ,  " ภูตคาม"   ได้แก่พืชพรรณที่ขึ้นอยู่กับที่

ชีวิตและพลังงานใน 4 จำพวกได้แก่

1.  สิ่งมีชีวิตที่ถือการปฏิสนธิในครรภ์มารดา หมายถึงออกลูกเป็นตัว   ได้แก่มนุษย์และสัตว์ที่ออกลูกเป็นตัวทั่วไป ฯลฯ

2. สิ่งมีชีวิตที่ถือการปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นฟองอัณฑะหรือเป็นฟองไข่   หมายถึงออกลูกมาเป็นไข่   เช่นเป็ด , ไก่ ฯลฯ

3. สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากน้ำเน่าน้ำครำ   หมายถึงสิ่งที่เกิดจากมูล   อันได้แก่หนอน , ยุง , เชื้อโรค , แบคทีเรีย , จุลินทรีย์ ฯลฯ

4. สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากอำนาจบุญกรรมหรือฌานบารมี   หมายถึงเกิดด้วยอำนาจความเชื่อถือและศรัทธา ได้แก่เทวดา , เทพยดา , ทวยเทพ ฯลฯ

เทพยดา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
 
กลุ่มแรก ,   จะเป็นสมมติเทพ   ซึ่งทั้งหมดจะเป็นวิญญาณบรรพชนที่ได้สร้างสมคุณงามความดีเอาไว้อย่างอเนกประการเมื่อครั้งยังดำรงชีพ   ต่อเมื่อหมดบุญแล้ว   ก็ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ(โดยมีพระบรมราชโองการของฮ่องเต้ ซึ่งถือเป็นโอรสสวรรค์   ประกาศเฉลิมพระนามและพระยศให้เป็นทวยเทพที่ควรแก่การเคารพสักการะกราบไหว้บูชา) เช่นเปากง(เปาบุนจิ๋น) , ไท้สร้างเหล่าจิน(เหลาจื้อ) , เทพเจ้ากวนอู ฯลฯ

หรือหากเป็นของไทยๆ ก็ได้แก่เสด็จพ่อ รอ. 5,  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (หรือแม้แต่ท้าวจตุคามรามเทพ) ฯลฯ   เพียงแต่ของไทยไม่มีพระราชประเพณีให้มีพระบรมราชโองการสถาปนาแต่งตั้งอดีตบุรพกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพ     เนื่องจากคติไทยถือกันว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นสมมติเทพโดยประสูติ   และสืบสันตติวงศ์จากองค์นารายณ์อวตาร   จึงมีการเฉลิมพระนามด้วยคำว่า "รามา" ติดไว้เสมอ และสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนพาหนะ   ก็จะมีตราครุฑเป็นสำคัญ   ด้วยเหตุครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์   จึงได้แต่ถวายการเฉลิมพระนามต่อสร้อยท้ายชื่อด้วยคำยกย่องเช่น มหาราช ฯลฯ

หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป   หากได้กระทำคุณงามความดีเป็นที่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างอเนกอนันต์ เมื่อสิ้นบุญแล้วก็อาจได้รับพระราชทานยศ   เลื่อนขั้นชั้นยศ   หรืออื่นๆที่ไม่ใช่พระบรมราชโองการแต่งตั้งสถาปนาฯ
 
กลุ่มที่สอง , มาจากคนเช่นกัน   แต่ในสมัยที่มีชีวิตอยู่นั้น บุคคลเหล่านี้ได้ถือบวชเป็นนักพรต เป็นเซียน เป็นพระ   ในลัทธิศาสนาใดก็ได้   ซึ่งบำเพ็ญเพียรสร้างตบะญาณอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง   เพื่อให้บรรลุภาวะอมตะของลัทธินั้นๆ   ก็คล้ายๆพระอริยสงฆ์ของเรา เช่นหลวงพ่อทวด , สมเด็จพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี ฯลฯ ที่บำเพ็ญเพียรสร้างบุญบารมีเพื่อให้บรรลุถึงพระนิพพาน   พอละสังขารแล้ว   บุคคลเหล่านี้ก็จะสำเร็จเป็นเทพโดยปริยาย เทพในชั้นนี้จะเกิดดับได้ตลอดเวลาหรืออาจหวนกลับมาเกิดในมนุษย์โลกอีกวาระก็เป็นไปได้   ทั้งนี้ล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม  
 
กลุ่มที่สาม , เทพเหล่านี้เป็นเทพโดยการจุติบนสวรรค์   ซึ่งรวมถึงเทพที่ปรากฏอยู่ในตำนานและเทพนิยายต่างๆ รวมถึงกลุ่มดาวในจักรวาล ( กำหนดเอาเฉพาะระบบสุริยะภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้   ส่วนที่แสงดวงอาทิตย์ดวงนี้ส่องไปไม่ถึงนั้น   ให้กำหนดนับเป็นอีกจักรวาลหนึ่งหรือแกเลกซี่หนึ่งต่างหาก)  

ทางโหราศาสตร์จีนจะยกย่องกลุ่มดาวสำคัญๆให้เป็นเสมือนเทพ   มีการกำหนดดาวแต่ละดวงแต่ละกลุ่มให้เป็นเทพที่มีวาระและอานุภาพต่างกันออกไป   ตามแต่ประสบการณ์ของปรมาจารย์ในยุคนั้นๆ   เนื่องเพราะคนโบราณต้องอาศัยตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าในการดำรงชีพแทบจะในทุกเรื่อง
 
เทพประเภทที่สามนี้มักอุบัติขึ้นในสวรรค์ชั้นต่างๆ   ตามแต่อำนาจบุญบารมี   อำนาจฌาณและบุพกรรมในอดีตชาติ-ปัจจุบันชาติ   บ้างก็อุบัติขึ้นในดอกบัวบนสวรรค์ ,  บ้างก็ก่อตัวเป็นพลังงาน(แม่เหล็กโลก)อันมหาศาลด้วยอากาศธาตุบนสวรรค์, หรือเทหะวัตถุในจักรวาล   พวกนี้เป็นเทพโดยบุญญาบารมีของตนเองและมีฤทธิ์อำนาจโดยศักดิ์ของเทพในทันที   ไม่ต้องสะสม   เช่นเต่าหมู่เทียนจุน , พระโพธิสัตว์กวนอิม , เทพเจ้านาจา(เกิดบนสวรค์ก่อน   แต่มีความผิดถูกลงโทษให้จุติมาเป็นมนุษย์   และทำความดีไถ่โทษแล้ว   ได้กลับไปเป็นเทพบนสวรรค์อีกครั้ง) ไต่เสี่ยฮุดโจ้ว(เห้งเจีย-นัยว่าอุบัติขึ้นจากก้อนหิน) , ฯลฯ  

รวมถึงองค์ปักเต้าแชกุน , น่ำเต้าแชกุน   ซึ่งเป็นเทพดวงดาวหรือกลุ่มดาวที่คนโบราณยกย่องเป็นเทพให้การเคารพกราบไหว้กลุ่มดาวเหล่านี้  

ในทางโหราศาสตร์จีนถือว่ากลุ่มดาวเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคน โดยเฉพาะการเกิดและการตาย   ด้วยหตุที่เชื่อกันว่าเทพทั้งสองท่านมักจะลงจากสวรรค์(มักแปลงเป็นนกบินลงมา)   เพื่อบำนักบำเพ็ญพรตหรือปลีกวิเวกเพื่อการผ่อนคลายในโลกมนุษย์บนยอดเขาแห่งหนึ่ง เทวรูปของเทพสององค์นี้   จึงนิยมให้ประทับนั่งบนโขดหินหรือขอนไม้ (เป็นเทพธรรมชาตินิยม ไม่ใช่เทพสังคมนิยม)

 

ธนกฤต เสรีรักษ์
ตุลาคม 2550