ไหว้พระบูชาเทพ

  เทวรูปบูชา  

เทวภัณฑ์

  เทวมงคล

 

เทวประวัติ

 

เทวดิถึ

  ฮวงจุ้ย

แดนสุขาวดี...ตรีกาย...นิพพาน?

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระโดยตรงของแดนสุขาวดี ขอทบทวนเรื่องราวของ โลกธาตุ จักรวาลสักเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้เนื้อหาทั้งหมด ดำเนินไปด้วยความสอดคล้องต้องกัน

จํานวนพระพุทธเจ้าในแต่ละโลกธาตุนั้น ทางฝ่ายหินยานมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พุทธวงส์ ( ขุททกนิกายพระสุตตันตปิฏก) ซึ่งพรรณนาไว้เพียง 28 พระองค์   แต่ก็ไม่ได้ให้ความสําคัญในส่วนนี้มากนัก เน้นมาที่ พระศากยมุนี พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันมากกว่า

คติพุทธศาสนาฝ่ายหินยานเถรวาทในเรื่องโลกธาตุนี้   อ้างไว้ว่าในจักรวาลนี้มีเพียง 31 โลกธาตุ นอกเหนือไปจากโลกมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่     แต่จะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะ   แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ(ไตรภูมิ) คือ

“ กามาวจรภูมิ ”
เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ยังมีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวโยงกับโลกียวิสัย แบ่งย่อยออกไปอีก
หลายชั้น

“ รูปาวจรภูมิ ”
เป็นที่อาศัยของพรหมมี 16 ชั้น แบ่งตามระดับฌาน

“ อรูปาวจรภูมิ ”
เป็นแดนสุญญากาศ มี 4 ชั้น จะไม่มีโลกธาตุใดนอกจากนี้อีกแล้ว

( อ่านรายละเอียดลำดับชั้นสวรรค์ได้ที่หัวข้อเรื่อง จักรวาลในพระพุทธศาสนา )

เรื่องโลกธาตุนี้   มีปรากฏอีกส่วนหนึ่งใน พระสูตรอมิตายุ ความว่า   เมื่อครั้งพระศากยมุนีพระพุทธเจ้า ประทับ ณ กรุงราชคฤห์   แคว้นมคธ   พระนางเวเทหิอัครมเหสีในพระเจ้าพิมพิสารมีความโทมนัสอย่างยิ่ง   ด้วยพระเจ้าอชาติศัตรูกระทําปิตุฆาตต่อพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชบิดา เรียกว่าลูกทรพี   ด้วยเป็นเหตุผลทางการเมือง  

พระเจ้าอชาติศัตรูชิงทํารัฐประหารยึดอํานาจจากผู้เป็นบิดา   โดยมีพระเทวทัตต์เป็นผู้ยุยงส่งเสริม   แล้วจองจำทําทารุณกรรมผู้เป็นบิดา   ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างโหดเหี้ยมจนถึงความตายเสียในคุก

พระนางเวเทหิอัครมเหสี   สลดหดหู่พระทัยต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง   ปรารภว่าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ในโลกอีกต่อไป   หวังจะไปเกิดในที่ที่สงบสุขสุขารมณ์

พระบรมศาสดาเจ้าทรงสําแดงพุทธาภินิหารด้วยอํานาจพระฌาน   ให้โลกธาตุทั้งปวงมาปรากฏแก่สายพระเนตรของพระนาง   ในจํานวนนั้นมีสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑลของพระอมิตาภะ ปรากฏอยู่ด้วย   พระนางเวเทหิทรงเลือกเอาแดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑลนี้เป็นที่หมาย   จึงทูลขอให้พระบรมศาสดาเจ้า ทรงแสดงวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ได้ไปสู่แดนสุขาวดีดังกล่าว

( น่าสังเกตว่า ในหลายคัมภีร์ของพุทธศาสนาไม่ว่าฝ่ายใด   มักจะสอดคล้องต้องกันในแง่พุทธาภินิหาร   โดยเฉพาะอํานาจพระฌานบารมีของพระพุทธองค์   นี่เป็นคุณสมบัติสาขาหนึ่งในแง่วิทยาศาสตร์ทางจิต   เป็นเรื่องของมิติแห่งห้วงเวลา   คล้ายคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบซึ่งสร้างภาพสามมิติให้เสมือนจริงได้ พระองค์ทรงใช้เทคนิคและคุณสมบัตินี้ในหลายวาระหลายเหตุผล   ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทั้งหินยานและมหายานหลายพระสูตร)

มหายานได้ยกเอา พระอมิตาภะพุทธเจ้า มาเป็นประเด็นใหญ่   หมายความว่าโลกธาตุทางทิศตะวันตกซึ่งเชื่อว่า “ สุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล ” นี้ เป็นที่สงบ ,  ร่มรื่น   ควรเป็นที่หมายแก่พุทธศานิกชนทั้งหลาย

 ( ตามแผนภูมิศาสตร์ของประเทศจีน ปรากฏว่าประเทศอินเดียซึ่งเป็นถิ่นกําเนิดพระพุทธศาสนานั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีนพอดิบพอดี)
 
ทั้งนี้โดยอาศัยการแสดงธรรมของพระศากยมุนีองค์ปัจจุบัน   สื่อให้เห็นความสําคัญโดยนัยแห่งพระสูตรนี้     อ้างว่าผู้ใดเจริญภาวนาระลึกนึกถึง ( สวดมนต์ในพระนาม) พระอมิตาภะอยู่เป็นนิจ   เมื่อถึงมรณกาล   ก็จะได้เข้าสู่แดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล   หรือได้เข้าเฝ้าพระอมิตาภะพุทธเจ้าในสุขาวดี ( น่าจะสงเคราะห์ให้อยู่ในหมวดพุทธานุสสติของฝ่ายหินยานเถรวาทได้กระมังครับ)

ในส่วนเดียวกันนี้ มหายานมีคติว่า เมื่อพระศากยมุนีพระบรมศาสดาเจ้า ได้เสด็จเข้าสู่บรมนิพพานแล้ว ก็จะเสด็จไปสถิตย์ ณ สุขาวดีพุทธเกษตรมณฑลเช่นกัน  

ตรงนี้   ผมขออธิบายความแทรกไว้พอเป็นข้อวินิจฉัยสําหรับพระเดชพระคุณท่านผู้อ่านผู้สนใจสักเล็กน้อย   เพราะดูเหมือนเรื่องของ “ พระนิพพาน ”   ในอดีตที่ผ่านมาเป็นปัญหาคาบเกี่ยวกับพุทธศาสนาในบ้านเราอยู่ไม่น้อย เป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงพุทธศาสนิกชน   ถึงขนาดเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ในหมู่พุทธบริษัทอยู่มากทีเดียว ที่สุดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า “ พระนิพพาน ” เป็นอย่างไรกันแน่?

หากผมจะข้ามตรงนี้ไป ก็ออกจะเสียประโยชน์อยู่มาก   จึงขออนุญาตต่อความยาวสาวความยืดไว้พอสังเขปนะครับ   ไหนๆ ก็เขียนกันมาถึงตรงนี้แล้ว เรื่องพรรค์นี้ไม่ค่อยได้เขียนกันบ่อยๆนะครับ คงไม่ว่ากัน สำหรับศัพท์บาลีหรือสันสกฤตซึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่อ้างถึงก็คงไม่ได้ แต่แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องไปจดไปจำนะครับ อ่านเพื่อให้เ้ข้าใจเนื้อหาก็พอ อย่าอ่านเพื่อจำ

“ พระนิพพาน ”

พุทธศาสนาฝ่ายหินยานเถรวาทมีคติเรื่องของพระนิพพาน ค่อนข้างชัดเจน โดยแบ่งออกจากหนึ่งหน่วยเป็นสองลักษณะประกอบกันดังนี้ครับ

1.)  “ อุปาทิเสสนิพพาน ”  คือการดับสิ้นแล้วซึ่งมูลกิเลสทั้งปวง เป็นการดับของเชื้อที่จะทําให้เกิดกิเลสโดยสิ้นเชิง   ซึ่งพระศากยมุนีพระพุทธเจ้า ได้ดับสิ้นแล้วเมื่อครั้งที่ทรงบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธะ เข้าสู่พุทธภาวะ   เป็นผู้รู้อันบริสุทธิ์   หลุดพ้นจากโลกียวิสัยโดยสิ้นเชิง

“ อุปาทิเสสนิพพาน ” เป็นการดับเฉพาะเชื้อเท่านั้น แต่จะยังเหลือซาก คล้ายกองไฟซึ่งเปลวเพลิงมอดดับลงไปแล้ว   ด้วยเหตุหมดเชื้อเพลิง   แต่คงเหลือกองเถ้าถ่านอยู่   หรือเสมือนเมล็ดถั่วที่ผ่านการอบหรือต้มมาแล้ว   ไม่สามารถจะนําไปปลูกให้งอกขึ้นได้อีก แต่ยังคงมีสภาพของเมล็ดถั่ว เม็ดกลมๆ เล็กๆ ทางกายภาพเหลืออยู่  

สิ้นเชื้อแต่เหลือซาก   อะไรทำนองนั้น

พระพุทธองค์ได้ถึงซึ่ง “ อุปาทิเสสนิพพาน ” ทางสภาวะจิตสมบูรณ์แล้ว   แต่ยังคงเหลือพระสรีระที่มีวิญญาณครองซึ่งเป็นขันธ์ 5 ตามสภาวธรรมนั่นเอง

2.)  “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” คือการดับสิ้นของสังขารในส่วนที่เป็นพระสรีระหรือขันธ์ 5  ซึ่งต้องเสื่อมโทรมลงไปตามกฎพระไตรลักษณ์   ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม ไม่พ้นกฎเกณฑ์ที่เป็นสัจธรรมข้อนี้ไปได้   มีเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น ,  มีความเปลี่ยนแปลงเป็นท่ามกลาง ,  และมีความดับหรือสิ้นสุดลงเป็นเบื้องปลาย

รวมถึงพระบรมศาสดาเจ้าก็มิได้มีสิทธิพิเศษหรือข้อยกเว้นแต่ประการใด   จะต้องเป็นไปตามกฏเกณฑ์ข้างต้นนี้เช่นกัน   เมื่อสังขารเสื่อมโทรมไปตามวาระ   ทุกอย่างก็เริ่มไม่ทํางาน   สมองหยุดการสั่งงาน ไปจนถึงหัวใจหยุดเต้น   หรือที่เราเรียกว่า “ ตาย ” นั่นล่ะครับ   นี่คือการสิ้นสุดของสังขารที่เป็น “ อนุปาทิเสสนิพพาน ” ซึ่งพระพุทธองค์ได้ถึงการดับนี้แล้ว   เมื่อพระชนมายุ 8 1 ชันษา   ก่อนเริ่มนับพุทธศกเมื่อกว่าสองพันปีที่ผ่านมา

ด้วยนิยามที่พุทธศาสนาฝ่ายหินยานเถรวาท ถือคติเป็นอย่างนี้ จึงเป็นที่หมายว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเป็นที่สุดแล้ว นั่นคือภาวะของ อนัตตา ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออีก ไม่มีรูป , ไม่มีภพ ,  ไม่มีชาติ ,  ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ,  ไม่มีความเป็นภาวะอีกต่อไป

เมื่อมีคติอย่างนี้แล้ว โลกธาตุอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ชั้นไหนๆ จึงไม่เป็นสาระที่พุทธศานาฝ่ายหินยานเถรวาทจะพึงตระหนักให้สําคัญได้อีก

อนัตตากับสุญญตา มีความหมายต่างกันมาก   อันแรกหมายถึงความไม่มีหรือมี   ไม่เป็นภาวะหรือความเป็นภาวะ อย่างใดอย่างหนึ่ง

เช่น ความว่างเปล่านั้น เป็นภาวะที่มีความว่างเปล่าครองอยู่ และเพราะมี “ ความว่างเปล่า ” ครองอยู่นี่เอง มันจึงเป็นภาวะที่ “ ไม่ว่าง ” ในอีกสถานะหนึ่ง ที่ไม่ว่าง เพราะมี “ ความว่าง ” ครองอยู่ เราจึงรับรู้ได้ว่ามันว่างเปล่า  

ส่วนสุญญตา ยังเป็นภาวะที่ประมาณหมายได้ สุญญตาจึงหมายถึงภาวะที่เป็นความมีอยู่ลักษณะหนึ่ง   ลักษณะดังกล่าวก็คือ ความว่างเปล่านั่นเอง....มึนครับ

โลกธาตุในความหมายของพุทธศาสนาหินยานเถรวาท จึงเป็นเพียง “ สถานี ” ที่มาที่ไปของพระโพธิสัตว์เจ้า เช่น พระศากยมุนี เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นชาติสุดท้ายในมนุษย์โลกคือ พระเวสสันดรโพธิสัตว์ ต่อจากนั้นจึงเสด็จสู่อีกโลกธาตุหนึ่งในเทวะโลก   ประทับอยู่ชั้นที่ 4 ชื่อดุสิต   ทรงพระนามว่าพระสุเมธาโพธิสัตว์

ท้าวสหัมปติพรหมทรงเห็นว่า โลกมนุษย์จะขาดพระศาสนามิได้ จะมีแต่ความวุ่นวายระทมทุกข์อย่างแสนสาหัสแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย   จึงได้ทูลเชิญพระสุเมธาโพธิสัตว์ ให้จุติจากสรรค์ดุสิตเสด็จลงมาประกาศพระสัทธรรมในโลกมนุษย์   เพื่อยังความสงบสันติสุขแก่มนุษย์โลก   และโลกธาตุนั้นก็จะเป็นเช่นนี้แก่พระโพธิสัตว์อื่นๆ ที่จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในกาลสมัยลําดับถัดไป

เช่น พระศรีอารยเมตตรัยมานุษิโพธิสัตว์ ( หรือที่มักจะเรียกกันสั้นๆ ว่าพระศรีอาริย์) ซึ่งประทับ ณ โลกธาตุสวรรค์ชั้นดุสิตนี้เช่นกัน   มีพระนามว่าพระนาถเทวโพธิสัตว์

โลกธาตุใดๆ จึงหาใช่จุดหมายปลายทางของพระโพธิสัตว์ที่ได้บรรลุพุทธภูมิแล้ว   รวมถึงเมื่อได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยเช่นกัน

ทีนี้มาดูข้างฝ่าย มหายาน กันบ้าง จะว่ากระไรดีในประเด็นนี้ ?

“ ลัทธิตรีกาย ”

พุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีคติที่ถือได้ว่าเป็นทีเด็ดในเรื่องนี้   นั่นคือลัทธิ “ ตรีกาย ” หมายถึงพระพุทธเจ้ามี 3 กายนั่นเอง

1.)  “ นิรมาณกาย ” หมายถึง   กายเนื้อหรือกายอันประกอบด้วยขันธ์ 5 ( ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วยรูป ,
เวทนา , สัญญา , สังขาร , และวิญญาณ   รวมเป็นหนึ่งหน่วยของพลังงาน)   หมายถึงสรีระร่างกายที่เราเป็น ,  เรามีกันอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ   ซึ่งนิรมาณกายของพระพุทธองค์   ได้มีการถวายพระเพลิงไปแล้วเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีที่ผ่านมา   จะมีที่เหลืออยู่ก็คือ พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งชาวพุทธไม่ว่าฝ่ายไหน   ล้วนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอันมาก

2.)  “ ธรรมกาย ” หมายถึง   พระคุณทั้งหลายของพระพุทธองค์     อันมีพระเมตตาคุณ ,  พระกรุณาธิคุณ ,  พระปัญญาคุณ   ซึ่งมีรัศมีแผ่กว้าง   แผ่คลุมไปโดยทั่ว   ไร้เงื่อนไขและไร้ซึ่งข้อจํากัดใดๆ ทั้งปวง   เป็นสภาวะอมตะ ไม่มีเบื้องต้น   ไม่มีท่ามกลางและไม่มีที่สุด ( จากพระพุทธวจนะที่ได้ตรัสไว้ในบาลีอัคคัญญสูตร แห่งฑีฆนิกาย) รวมกันเป็นพลังงานหน่วยหนึ่ง   ในรูปของ “ ธรรมกาย ”

3.) “ สัมโภคกาย ” หมายถึงกายทิพย์ นั่นคือ พระกายของพระพุทธเจ้าอันเป็นทิพยภาวะ   มีพระรัศมีแผ่รุ่งเรืองอยู่ตลอดกาล   เป็นพลังงานที่ก่อเกิดจากฐานของอํานาจพระฌานแต่เดิม   ที่มีความต่อเนื่องอยู่ในตัวเอง   ไม่สิ้นสุด   จุดดับจุดเกิดจะเป็นเสมือนจุดเดียวซ้อนกันอยู่   ทํางานสัมพันธ์กัน   ต่างก็ทํางานให้แก่กันและกันตลอดเวลา   มีภาวะอันเป็นนิรันดร์

คล้ายคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมเอาไว้ให้สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างสภาวธรรมของระบบนิเวศวิทยา   เมื่อต้นไม้ต้นหญ้าหนาแน่น   มันก็จะแย่งอาหารการกินกันเอง   พอฤดูกาลเปลี่ยนไป ความร้อนก็เผาทําลาย     เกิดไฟไหม้ป่า   ผลของการเผาผลาญก็จะทําให้เกิดปฎิกริยาของดินซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาหลังไฟป่ามอดดับไปไม่นาน   เมื่อฤดูฝนเวียนมาถึง   พืชพันธ์ก็เจริญงอกงามอีก   ต่อไปก็เกิดไฟป่าอีก   แล้วก็งอกขึ้นใหม่อีก   หมุนวนกันไปเป็นลูกโซ่ตามสภาวธรรม

ลองไตร่ตรองคตินิยมในการสร้างพระเครื่องพระบูชาดูเถิด   ที่เรียกว่าวัตถุมงคลหรืออะไรก็ตาม   แถมสร้างเสร็จแล้วต้องมีพิธีที่เรียกว่า “ พุทธาภิเษก ” ( สมัยนี้เรียกกันมั่วไปหมด , พุทธาภิเษกใช้กับการสร้างพระพุทธรูป ,  เทวาภิเษกใช้สำหรับการสร้างองค์เทพ ,  ส่วน มังคลาภิเษก   ใช้กับการสร้างพระบรมรูปพระมหากษัรติย์และเครื่องรางของขลังต่างๆ)   โดยพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ     ซึ่งทั้งหมดเป็นพระสงฆ์ในหินยานเถรวาท   ก็ไม่รู้ว่าวุฒิสาขาไหนล่ะครับ     ก็นั่นมิใช่ความหมายโดยนัยแห่งคติ ตรีกาย ของมหายานดอกหรือ ?

ใครที่นับถือพุทธศาสนาหินยานเถรวาท แล้วพระเครื่องที่ห้อยคออยู่นั้น มี “ พระกริ่ง ” ติดอยู่ด้วย   ก็ขอได้โปรดรับทราบว่า   พระกริ่งนั่น   มีที่มาจากคติของมหายาน เป็นพระรูปเคารพที่นิมิตหมายถึงพระสัมโภคกายของ พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสพุทธเจ้า หรือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า   ซึ่งเป็นหนึ่งในสามพระรัตนสูงสุดของพุทธศาสนามหายาน

ยิ่งมีพระรูปเคารพมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรกวนอิม ( หรือที่ชาวบ้านเรียกขานพระนามว่ากวนอิมบ้าง ,  เจ้าแม่กวนอิมบ้าง ,  ตามแต่จะเรียกขานกันไปนั่นแหละ) ไว้บูชาที่หิ้งพระด้วยแล้ว   ถือเป็นมหายานทั้งแท่งเลยทีเดียว

ฝ่ายมหายานจึงถือเอาว่า เมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้า ซึ่งเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วนั้น   ก็เป็นแต่เพียง “ นิรมาณกาย ” ( กายเนื้อ) เท่านั้นที่สลายดับสูญไป   ส่วน “ พระธรรมกาย ” และ “ พระสัมโภคกาย ” นั้น (จะปรากฏให้เห็นก็แต่เฉพาะพระโพธิสัตว์ , พระมหาสัตว์ ,  พระอริยเจ้าเท่านั้น) จะเสด็จไปประทับ ณ สุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล แล้วยังสามารถได้ยินคําสวดมนต์ของผู้มีศรัทธาอีกด้วย

ด้วยเหตุที่พระศากยมุนีพระพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่พระสารีบุตร ( ในพระสูตรอมิตายุ) ความว่า

“ ชายก็ดี หญิงก็ดี   หากได้ระลึกนึกถึงจดจําพระนาม (อมิตาภะ) ใส่ใจไว้   สวดมนต์สรรเสริญพระนามแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   ก็จะปราศจากซึ่งสรรพภัยทั้งปวง   มีความร่มเย็นเป็นสุขอยู่เป็นนิจ อีกเมื่อถึงมรณกาล   ก็จะได้ไปเกิดในแดนสุขาวดีพุทธเกษตรมณฑล   อันเป็นที่ประทับของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ”

ความเชื่อถือคติอย่างนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในหมู่พุทธศาสนิกจีนในอดีต   เหตุเพราะสามารถรับไปปฏิบัติได้ง่าย ไม่ยุ่งยากมากขั้นตอน   แถมได้อานุภาพสัมฤทธิ์ผลเกินประมาณหมาย มีการรับปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคน นับเวลาเป็นพันๆปี จนมาถึง ณ วันนี้

( เพื่อความต่อเนื่อง   ควรอ่านบทความ "พระโพธิสัตว์คือใคร ?" และ "บทเพลงบรรเลงสวด"   จะได้อรรถรสจากความต่อเนื่องตามสมควรครับ)

ธนกฤต เสรีรักษ์
พฤศจิกายน 2550