ในทำเนียบของเทพเจ้าจีน
ซึ่งมีเป็นจำนวนมากอาทิ เทพเจ้ากวนอู, ตั่วเหล่าเอี้ย หรือ เฮียงเทียนเซี่ยงตี่
ที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม เจ้าพ่อเสือ, เทพเจ้าเห้งเจีย, เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาไท้ส่วยเอี้ย
ฯลฯ เทพเจ้าเหล่านี้คงเป็นที่คุ้นเคยกันดีกับคนไทย แต่จะมีเทพเจ้าสำคัญอีกองค์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีของคนจีนทั่วโลก
และมีความสำคัญอย่างมาก คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือในภาษาจีนเรียกว่า
ไฉ่ ซิ้ง เอี้ย เป็นเทพเจ้าที่ให้คุณทางด้านโชคลาภ ทรัพย์สมบัติ
และการค้าขาย
ทุกตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ จะต้องมีการกราบไหว้อัญเชิญเทพเจ้าองค์นี้ เข้ามาสู่เคหสถานบ้านเรือนร้านค้า เพื่อความมีโชคดีทำธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ในปีนั้นๆ ความเชื่อเหล่านี้มีมานานนับพันปี ในหมู่คนจีนทั่วโลก แม้กระทั่งในระดับฮ่องเต้ของจีน ก็ต้องประกอบพิธีอัญเชิญเทพเจ้าแห่งโชคลาภในเทศกาลปีใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและมีความเป็นสากล
บรรดาเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากหลักของลัทธิศาสนาทั้งสิ้น เริ่มจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดรากอารยธรรมของโลกที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลัทธิพราหมณ์ฮินดู ที่เผยแผ่ไปยังดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไทย, จีน, เขมร, อินโดนีเซีย, ศรีลังกา, พม่า, ทิเบต, เนปาล, ลาว, ญี่ปุ่น, เกาหลี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลความเชื่อในทางศาสนาจากอินเดียทั้งสิ้น
เมื่อผนวกเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ที่มีการใช้ภาษาต่างกัน ทำให้การเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมีการค้นคว้าเปรียบเทียบจากองค์ความรู้ด้านศาสนาวัฒนธรรม และความเชื่อแล้ว คือเทพเจ้าองค์เดียวกัน มีรากฐานมาจากที่เดียวกัน หลักความเชื่อสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง คือความเชื่อในเรื่องศูนย์กลางจักรวาลที่จำลองมาเป็นเขาพระสุเมรุ หรือไตรภูมิ ที่กล่าวถึงเรื่องมนุษย์ เทวดา ยักษ์ สัตว์หิมพานต์ ชมพูทวีป ฯลฯ ท่านที่มีความรู้ด้านนี้คงเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ผู้เขียนจะกล่าวเฉพาะในส่วนของเทพเจ้าแห่งโชคลาภไฉ่ชิ้งเอี้ย
ว่ามีความเป็นมาที่ถูกต้อง ตามตำราโบราณอย่างไร เนื่องจากยังไม่เคยมีตำราใดในประเทศไทย
เขียนถึงแบบ บูรณาการ มาก่อน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจที่ถูกต้องกับเทพเจ้าองค์นี้
แม้จะมีผู้รู้ ก็รู้เพียงบางส่วน แต่ไม่รู้ลึกซึ้ง เนื่องจากต้องมีพื้นฐานความรู้หลายด้านประกอบกัน
เริ่มว่ากันด้วยเทพเจ้าแห่งโชคลาภองค์นี้ก่อนว่าคือใคร ในคัมภีร์ภาษาบาลีที่จัดอยู่ในหมวดโลกศาสตร์ ซึ่งปราชญ์ทางด้านพุทธศาสนาโบราณได้แต่งไว้ เท่าที่มีการค้นพบมีด้วยกันแปดเรื่อง หนึ่งในแปดเรื่องคือ โลกสัณฐานโชตรคนคัณฐี อันมีเนื้อหากล่าวถึงกำเนิดจักรวาลและภพภูมิต่างๆ การนับอสงไขย เรื่องของพระอาทิตย์ พระจันทร์ กลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 27 และหลักของไตรลักษณ์ อันเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลประพฤติอยู่ในคุณงามความดี
ได้กล่าวไว้ว่า รอบเขาพระสุเมรุ ทั้ง 4 ทิศ มีเทวดาชั้นจตุมหาราชิกาประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ หรือที่รู้จักดีในนามของจตุโลกบาล องค์ที่เป็นใหญ่ในทิศเหนือ มีนามว่าท้าวเวสสุวรรณ หรือ เจ้าแห่งยักษ์ ในหนังสือเทวกำเนิดของพระยาสัจจาภิรมย์ ( สรวง ศรีเพ็ญ ) พิมพ์เมื่อปี พ . ศ .2474 ได้กล่าวถึงเรื่องจตุโลกบาล และเรื่องราวของท้าวเวสสุวรรณไว้ว่า เป็นใหญ่ในทิศเหนือ
มีด้วยกันหลายนาม
เช่น
- ท้าวกุเวร ธนบดี ( เป็นใหญ่ในทรัพย์ )
- ธเนศวร ( เจ้าแห่งทรัพย์ )
- อิจฉาวสุ ( มั่งมีได้ตามใจ )
- ยักษ์ราช ( ราชาแห่งยักษ์ )
- กุตนุ ( มีรูปร่างน่าเกลียด หมายถึงยักษ์ที่มีหน้าตาดุ นั่นเอง )
- รัตนครรภ ( มีเพชรเต็มพุง )
- ราชราช ( ราชะราชเจ้าแห่งราชา )
- นรราช ( เจ้าคน ) ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า จะเรียกอย่างไรก็ตาม ท่านคือสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย ผู้เป็นมหาราชประจำทิศเหนือและในอาฎานาฏิยะปริตรมหาสมัยสูตร หรือบทสวดภาณยักษ์ ก็กล่าวว่า ท้าวกุเวรเป็นจอมยักษ์ และเป็นผู้ดูแลรักษาโลกในทิศเหนือ
ในฝ่ายพุทธมหายาน มีการกล่าวถึงจตุโลกบาลเช่นกัน และตรงกันว่ามหาราชผู้เป็นใหญ่ในทิศเหนือคือท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพผู้รักษาพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากทางเข้าวัดจีน จะมีจตุโลกบาล 4 องค์ยืนเฝ้าอยู่
ศาสนาพุทธมหายานครอบคลุมถึงทิเบต เนปาล และประเทศจีนปัจจุบัน รวมทั้งอดีตพันกว่าปี ของคาบสมุทรทะเลใต้ คืออินโดนีเซีย, ไทย, เขมร ที่ศาสนาพุทธมหายานเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ที่กล่าวโดยสรุปย่อๆให้เห็นภาพชัดเจนว่า ท่านคือใคร แล้วท้าวชุมภล หรือเศรษฐีชัมภล มาจากไหน
ในคาถาบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพุทธตันตระฝ่ายมหายาน มีดังนี้ โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ
ชัมภาลา ก็คือชัมภล นั่นเอง และในภาษาอังกฤษที่เรียกรูปเคารพ
ของท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ก็เขียนทับศัพท์ว่า JAMBHALA
ตามรูปสมมุติที่สร้างขึ้น เท่าที่ปรากฏตามที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าจากตำราทั้งภาษาไทย,
จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ปรากฏตรงกันว่า ท่านถือพังพอนอยู่ในมือด้านหนึ่ง
อีกด้านหนึ่งถือลูกแก้วหรือฉัตรก็มี หน้าตาบางปาง ท่านจะดุดันเข้มขลัง
เพราะท่านคือเจ้าแห่งยักษ์ บางปางก็ใส่รองเท้า บางปางก็ไม่ใส่รองเท้า
ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้รู้ และเมืองจีนยุคหลังๆ เรียกท่านว่า ไฉ่ซิ้งเอี้ย ตามสำเนียงและภาษาที่เป็นไปของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับมีนิทานเรื่องขุนนางจีนมาประกอบ แต่ยังปรากฏรากศัพท์ของเสียง
ฉ หรือ ช ที่ภาษาจีนทางใต้ออกเสียง ใช้ หมายถึงความร่ำรวย ซึ่งใกล้เคียงของเดิมคือ ชัมภล ชัมภาลา
ในการสวดมนต์ขอพรเทพเจ้าแห่งโชคลาภนั้น ทางฝ่ายตันตระมหายาน ก็จะใช้คาถาตามที่กล่าวไป เพื่อขอพรให้ท่านประทานโชคลาภและความร่ำรวย ทั้งยังมีอานุภาพในการคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วให้ปลอดภัย รวมถึงจากบรรดาภูติผีปีศาจ อำนาจชั่วร้ายทั้งปวง ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เพราะท่านคือมหาราชผู้เป็นจตุโลกบาล เจ้าแห่งยักษ์
เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ( ไฉ่ซิ้งเอี้ย ) สามารถจัดแบ่งปางต่างๆตามหลักมหายานได้ดังนี้
- ปางมหาเศรษฐี ซัมภล ซึ่งเป็นปางที่ใหญ่สุดและมีความเก่าแก่ที่สุดกว่า 2,000 ปี
- ปางบู๊ ทรงเครื่องนักรบโบราณ มีเสือประทับอยู่ด้วย คติมาจากความที่เป็นยักษ์นั่นเอง ภายหลังจึงแปลงให้เป็นปางบู๊
- ปางบุ๋น เป็นรูปขุนนางจีน ดังที่เห็นกันทั่วไป ซึ่งปางนี้กำเนิดภายหลังไม่กี่ร้อยปี คล้ายคลึงกับเทพเจ้าองค์อื่นๆของจีน เช่น ตี่จูเอี้ย, แป๊ะกง ฯลฯ อาจจะมีคฑายู่อี่ และถือก้อนเงินจีนโบราณ
จะเห็นได้ว่า
ทั้งสามปางหลัก ปางมหาเศรษฐี ชัมภล มีความเก่าแก่ยาวนาน และมีประวัติความเป็นมาที่สากล
ปรากฏในหลายประเทศแถบทวีปเอเซีย ส่วนอีก 2 ปางนั้น มากำเนิดขึ้นภายหลังในประเทศจีน
ซึ่งจะมีกึ่งตำนานกึ่งนิทาน ตามตำนานมหาเทพของจีน ( ฮงสิงปั้ง
) ที่เป็นบุคคลธรรมดา ต่อมาภายหลังเมื่อเสียชีวิตจึงได้รับการยกเป็นเทพ
ตัวอย่างเช่น เทพเจ้ากวนอู ที่รู้จักกันดี เทพเจ้าหลูปัน, อันเป็นผู้ชำนาญในงานช่างคิดประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ
พอเสียชีวิตไป ก็ได้รับยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งงานช่าง แม้แต่มาตรวัดต่างๆ
ที่บรรดาซินแสใช้ ก็มาจากมาตรวัดของหลูปันทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร
เทพเจ้าลักษณะนี้ เป็นเทพเจ้าที่มาจากวีรบุรุษในประวัติศาสตร์จีนภายหลัง นอกจากนั้น ยังมีเทพเจ้าที่มาจากนิทาน เช่น เจ้าพ่อเห้งเจีย ฯลฯ เหล่านี้ จะนิยมสร้างทั่วไปในเมืองจีน เป็นกระเบื้องเซรามิกและไม้แกะ ที่เป็นโลหะหล่อก็มี แต่เทพเจ้าแห่งโชคลาภนี้ ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่มาจากบันทึกตามพระไตรปิฎก คือท้าวจตุโลกบาล ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติทั้งมวลในโลกมนุษย์ ทั้งยังเป็นเทพธรรมบาลผู้รักษาดูแลพระพุทธศาสนาอีกด้วย
นอกจากนั้น เทพเจ้าแห่งโชคลาภปางมหาเศรษฐี ชัมภลนี้ ยังมีบริวารอีกเป็นจำนวนมากที่ใหญ่รองลงมา ก็มีถึง 4 องค์ ด้วยกัน ตามศาสตร์จีนเรียกว่า โหงวไฉ่ซิ้ง หรือ ไฉ่ซิ้ง 5 องค์ ใน 4 องค์นี้ ก็มีบริวารอีกเช่นกัน แต่ที่สุดแล้วผู้เป็นใหญ่สุดคือ มหาเศรษฐีชัมภล ที่มีการสร้างรูปเคารพของท่านในที่ต่างๆ มาตั้งแต่โบราณเป็นพันปี ประวัติยังมีมากกว่านี้แต่จะไม่กล่าวถึง
รูปลักษณะของเศรษฐีซัมภล
มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเทพเจ้าองค์อื่นอย่างเห็นได้ชัด คือมีลักษณะอวบอ้วน, พุงพลุ้ย, ใบหน้าใหญ่, ล่ำ, มีความจริงจัง แต่แฝงไปด้วยความเมตตากรุณา ท่อนบนของท่านเปลือยเปล่า ประดับไปด้วยสร้อยสังวาล, เพชรนิลจินดา, กำไล ทั้งองค์เต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่า แสดงถึงความมั่งมีเงินทองทรัพย์สมบัติอย่างเหลือคณานับ
บางที่จะประทับนั่งบนแท่นดอกบัวและห้อยพระบาท
ข้างหนึ่งเหยียบหอยสังข์ มือด้านหนึ่งถือแก้วมณี อีกด้านหนึ่งถือพังพอนไว้
และท่านจะบีบคอพังพอนให้พังพอนอ้าปากคายแก้วแหวนเงินทองออกมา
อันเป็นเคล็ดลับโบราณที่กล่าวว่า ทรัพย์สมบัติทั้งมวลบนพื้นพิภพล้วนแล้วแต่อยู่ในผืนดิน
ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ก็มาจากดินจากน้ำใต้ดินทั้งนั้น แก้วแหวนเงินทองของมีค่าล้วนแล้วเกิดจากพื้นปฐพีทั้งหมดทั้งสิ้น
ผู้ที่มีหน้าที่เฝ้าทรัพย์เหล่านั้นก็คือ เจ้าแห่งเมืองบาดาลโบราณกล่าวว่าคือ
งู ดังนั้น สัตว์ที่แก้เคล็ดกับงูได้ก็คือพังพอนนั่นเอง โบราณจึงได้กำหนดรูปลักษณะของมหาเศรษฐีชัมภลไว้ตามที่ปรากฏในที่ต่างๆ
ก็ล้วนแล้วแต่มีพังพอนเป็นสำคัญ
ตามพุทธสูตรกล่าวไว้ว่า ขอเพียงแต่วาดภาพหรือแกะสลักรูปของมหาเศรษฐีชัมภล จะคิดสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น สมดังใจปรารถนา
เทวรูปมั่งคั่ง องค์นี้ก็คือ เทพธนาของพระพุทธศาสนานิกายตันตระ ( ในทิเบตคือนิกายลามะ ) มีนามว่า รัตนะโกศ มีหน้าที่ปกครองดูแลโภคทรัพย์ในแผ่นดินชื่อเต็มคือ รัตนโกศมหาพญายักษ์ ทรัพย์สินเงินทองจะไหลมาเทมาและจะรักษาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วอย่างมั่งคง
ที่กล่าวมาโดยสรุปก็เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบถึงความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ( ไฉ่ซิ้งเอี้ย ) ปางมหาเศรษฐีชัมภล ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน แต่ก็สามารถพบเห็นได้จากที่ต่างๆ ดังที่ได้นำภาพมาลงให้ชมเป็นหลักฐาน
สำหรับในประเทศไทย มักเรียกท่านว่า ท้าวกุเวร ท้าวชุมพล บางแห่งจะเรียกท่านว่า เจ้าพ่อขุมทรัพย์ เศรษฐีมหาเศรษฐีหลายคนในประเทศไทยและต่างประเทศ ก็มีการบูชาท่านมานานแล้ว แม้แต่สำนักงานใหญ่ของธนาคารแห่งหนึ่งในไทย ก็มีรูปหล่อของมหาเศรษฐีชัมภลนี้บูชา
การบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภปางนี้นั้น นอกจากให้คุณทางด้านโชคลาภทรัพย์สมบัติแล้วยังสมารถคุ้มครองป้องกันสิ่งอัปมงคล ได้ทุกชนิด สามารถปัดเป่าพลังอำนาจที่ไม่ดีออกไป ซึ่งคนโบราณค้นพบและหยั่งรู้ในความหมาย จึงได้สร้างรูปเหมือนท่านไว้ ทั่วทวีปเอเชียนานกว่าสองพันปี
ข้อมูล : พุทธสถานจีเต็กลิ้ม
นครนายก
|