ไหว้พระบูชาเทพ

  เทวรูปบูชา  

เทวภัณฑ์

  เทวมงคล

 

เทวประวัติ

 

เทวดิถึ

  ฮวงจุ้ย
 

   


เดิมชื่อตาน หรือ เอ๊อร์ แซ่หรี่ เป็นชาวรัฐฉ้อ อำเภอหู เล่าว่าเมื่อแรกเกิดมีผมหงอกขาวดุจชายชรา จึงเรียกว่า เหล่า จื่อ แปลว่า ทารกชรา ส่วนที่มีผู้เรียก เหล่า ตาน หรือ หรี่ เอ๊อร์ ก็ด้วยเหตุผลที่มีใบหูเพียงข้างเดียว ถือกำเนิดเมื่อก่อนพุทธศก 27 ปี

กล่าวกันว่า เหล่า จื่อ มีอายุยืนถึง 160 ปี ด้วยชาติภูมิเป็นชาวรัฐฉ้อ เป็นรัฐภาคใต้ซึ่งประชาชนในรัฐหาใช่ชาวจีนแท้ทุกคน ความคิดความอ่านของชาวรัฐฉ้อ จึงเป็นความเสรี ไม่สู้ผูกมัดกับนิติธรรมเนียมประเพณีอย่างชาวจีนทางเหนือนัก ความคิดแบบเสรีนิยมนี้ จะพบเห็นได้จากลัทธิปรัชญา ซึ่งเหล่า จื่อ ได้รจนาไว้ในคัมภีร์ ต้าว เต๋อ จิง

ไท่ สร้าง เหล่า จิน เป็นคำเรียกเหล่า จื่อ อย่างย่อ โดยนำมาจากฐานันดรที่กษัตริย์ ถังไท่จุง สถาปนาให้ เชื่อกันว่าท่านเป็นพระอนาคามี ที่สถิตในชั้นอกนิฏฐาพรหมโลก พิธีฉลองวันคล้ายวันประสูติ กระทำในวันที่ 15 เดือน 2 จันทรคติจีน

สมบัติ นิธิทวีเกียรติ

(หนังสือกินผักกินเจ)

29 มิถุนายน 2540

 

เหลา จื้อ

(เหลาจื้อ, ไท่ สร้าง เหล่า จิน)

   


ลัทธิเต๋า เจ้าของสัญลักษณ์ หยิน-หยาง ที่มาแห่งปรัชญา “ ในขาวมีดำ ในดำมีขาว ” เพียง 2 วลีเท่านี้ แต่สามารถตีความเพื่ออธิบายแทบทุกเรื่องที่เกิดบนโลกได้

ไม่ว่าจะเป็นการต้องยอมรับความจริงว่า คนเรามีดีมีเลว ในความเป็นคนดีก็มีความเลวปนอยู่ และคนที่สังคมว่าเลว เมื่อดูให้ดีๆ ส่วนดีของเขาก็มี อย่างน้อย คนเลวก็ช่วยเปรียบเทียบให้รุ้ว่า ดีเป็นอย่างไร นี่คือ ความคิดของเต๋า

เจ้าของลัทธิเต๋า คือ เหลา จื้อ เป็นคนแซ่หลี่ ชื่อเหลา เกิดในยุดเดียวและช่วงเวลาเดียวกับขงจี้อ แต่เหลาจื้อจะแก่กว่าเล็กน้อย และอยู่กันคนละแคว้น โดยที่ขงจื้อเคยเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเหลาจื้อ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน

เหลาจื้อ เคยรับราชการเป็นคนดูแลห้องเก็บเอกสารของราชวงศ์โจว ทำให้มีโอกาสได้อ่าน และสั่งสมความรู้ไว้มากทีเดียว แต่เนื่องจากยุคของขงจื้อและเหลาจื้อ เป็นช่วงที่ประเทศจีนยังรวมตัวกันไม่ติด ยังแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าอยู่ มีการรบพุ่งชิงเมืองรวมเมือง บ้านเมืองและสังคมวุ่นวาย

ในแคว้นฉู่ที่เหลาจื้อรับราชการอยู่ กษัตริย์ก็ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม มีการแก่งแย่งอิจฉาริษยา ในหมู่ข้าราชการ เหลาจื้อ เกิดความเบื่อหน่าย จึงลาออก แล้วเดินทางไปปลีกวิเวก ณ ป่าเขาแดนไกล

ระหว่างทางได้เขียนหนังสือชื่อ เต๋า เต็ก เก็ง แปลเป็นไทยได้ตรงตัวว่า คัมภีร์คุณธรรมของเต๋า

เต็ก แปลว่า คุณธรรม

เก็ง แปลว่า คัมภีร์

ความคิดของเต๋ามีหลายอย่างคล้ายขงจื้อ และมีบ้างที่คล้ายคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะผู้คิดทั้งสามล้วนคิดจากชีวิตจริงของคน เพียงแต่การใช้ภาษาอาจต่างกัน อย่างไรก็ตาม คนมักสับสนระหว่าง เต๋า กับ เซน

เซน เป็นนิกายหนึ่งของพระพุทธศาสนามหายาน ผู้ให้กำเนิดนิกายเซน เป็นพระชาวอินเดีย ฉายาว่า “ พระโพธิธรรม ” เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศจีน ประมาณ พ.ศ. 1070 สมัยพระเจ้าเหลียงบู่ตี้ กษัตริย์ราชวงศ์เหลียง คนจีนเรียกว่า ท่าน “ ตั้กม้อโจวซือ ” หรือปรมาจารย์ตั้กม้อนั่นเอง

จุดเด่นของเต๋า คือ การสอนให้คนเข้าใจชีวิต เน้นให้คนเชื่อว่าผู้มีใจสงบสุข จะทำให้มีร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว กับปรัชญามากมายเป็นวลีสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง-กินใจ เช่น ความจริงอาจฟังไม่รื่นหู แต่ที่ฟังรื่นหู อาจไม่ใช่ความจริง นี่แหละ เต๋าเลย

 

จิตรา ก่อนันทเกียรติ

(หนังสือพระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีน)

 

 

เล่า จื้อ

(ไท่ สร้าง เหล่า จิน, เหลาจื้อ, ถ่าย เสียง เหล่า กุน)

   


ในระหว่างคริสตวรรษที่ 5 - 6 มีศาสดาทางศาสนาและปรัชญาเกิดขึ้นอย่างน่าสังเกต ในอินเดียมีศาสดามหาวีรและพระพุทธเจ้า ในกรีกมีโสคราตีส ในเปอร์เซียมีโชโรอัสเตอร์ ในจีนมีเล่าจื้อ และขงจื้อ

ท่านเล่าจื้อ ( Lao tze) เป็นศาสดาของศาสนาเต๋า ซึ่งได้หล่อหลอมชีวิตและอัธยาศัยชาวจีนกว่า 2000 ปีมาแล้ว ชื่อจริงของเล่าจื้อ คือ ลี - เออร์ ( Li Uhr) เกิดเมื่อปี 604 ก่อนคริสต์ศักราช ที่จังหวัดโฮนานประเทศจีน

ตอนเมื่อเกิดนั้น กล่าวกันว่า พอคลอดออกมาก็เป็นคนมีผมหงอกขาว และมีอายุ 72 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้แหละท่านจึงชื่อ เล่าจื้อ ซึ่งหมายถึง "เด็กแก่" หรือ "ครูเฒ่า" เมื่อทำงานเป็นบรรณารักษ์ ที่หอสมุดหลวง สำนักของเจ้าเมือง ปรากฎว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเพราะมีอำนาจสติปัญญาที่ลึกซึ้งเว้นคนธรรมดาสามัญ ครั้งหนึ่งขงจื้อเดินทางมาพบ ท่านไม่ชอบคำสอนของขงจื้อเลย ถึงกับพูดว่า " กลับไปเสียเถิดและเลิกความหยิ่งความอยากของท่านเสียด้วยนะ"

เล่าจื้อ ไม่ชอบชีวิตหรูหรา แต่ทุกคนดูเหมือนจะมุ่งมั่นเพื่อเงินชื่อเสียงและอำนาจ ในขณะเดียวกันทั้งเมืองก็เต็มไปด้วยการโกงกินกันอย่างมโหฬาร ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งท่านจึงขับเกวียนเทียมวัวดำสองตัวมุ่งไปยังภูเขาด้านทิศตะวันตก (ทิเบต ?)

พอถึงประตูเมืองนายประตูจำได้ จึงขอร้องให้ท่านหยุดพักเพื่อเขียนปรัชญาแห่งชีวิต ท่านจึงได้เขียนตำราที่โด่งดังของท่านเป็นอักษรจีน 5,500 ตัว จากนั้นก็ได้เดินทางต่อไป

ปรากฏว่าพอถึงช่องแดนระหว่างภูเขา ท่านก็หายเข้าไปในก้อนเมฆ อะไรได้เกิดขึ้นก็ตามทีเถิด ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครเห็นท่านอีกเลย

คัมภีร์ที่เล่าจื้อเขียนนี้ มีชื่อว่า เต๋า - เต๋อ - จิง ( Tao - the - jing) แปลว่า คัมภีร์แห่งมรรคและอำนาจ เล่าจื้อเริ่มต้นด้วยการตอบปัญหาที่ว่า " อะไรคือแก่นของเอกภพ ?" " ถ้าเราสามารถมองไปเบื้องหลังปรากฎการณ์ของสิ่งทั้งหลายได้ และพบลักษณาการที่ชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร ?"

เล่าจื้ออธิบายว่า คำตอบมีอยู่พร้อมแล้วในว่า "เต๋า" คำนี้แปลกันมาว่า "ทาง" , " มรรค" หรือ " แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง" และเป็นการยากที่จะให้ความหมาย เพราะคำ ๆ นี้ให้คำจำกัดความไม่ได้ แก่นแท้ของเต๋าลึกลับกว่าความลึกลับใด ๆ แต่ว่าก็มีบางสิ่งบางอย่างที่พอจะสังเกตได้ดังนี้

เต๋าไม่ใช่พระเป็นเจ้า แต่เป็นพลังหรืออำนาจที่หลั่งไหลท่วมท้นทุกสิ่งทุกอย่าง มีความรักทะนุถนอม แต่ก็ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือยึดสิ่งใดเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่ทำงานอย่างนุ่มนวลและสงบเสงี่ยม โดยไม่ต้องพยายาม สิ่งทั้งหลายก็จะเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ

ให้พิจารณาตัวอย่างความเจริญก้าวไปแต่ละปีของฤดูทั้ง 4 ซึ่งดำเนินไปตามกฏเกณฑ์จากฤดูหนึ่งไปสู่ฤดูหนึ่ง ชนิดไม่ทันได้สังเกต ถึงอย่างนั้น ในแต่ละฤดูธรรมชาติทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ โดยปราศจากความวุ่นวาย ในภาวะเช่นนี้ เต๋า ทำหน้าที่ประธานอย่างสงบและอย่างได้ผล (วู - เว) เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี

 

ที่มา : ไม่ปรากฏที่มาของข้อมูลอันชัดเจน