องค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ย ท่านมีพระนามเดิมว่า ท่ามอู๋เต็ก เกิดที่เมืองกุยสร้าน ซึ่งคือย่านถานกงหงฮวาหยวนถานเก๋อตี้ หรือหมู่บ้านท่ามกั๊ก ตามนามสกุลแซ่ของท่าน ตำบลหุ้ยตัง อำเภอหุ้ยจิว มณฑลกวางตุงในประเทศจีน โดยปัจจุบันน้ำกัดเซาะหมู่บ้านบางส่วนจนกลายเป็นมุมสันดอนติดกับแผ่นดินใหญ่ ชนในท้องถิ่นเป็นชาวฮากกา ท่านประสูติเสวยชาติสุดท้ายก่อนบรรลุธรรมขั้นสูงเป็นเซียน ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปลายราชวงศ์หงวนและต้นราชวงศ์เหม็ง ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา จากตำนานของท่านที่มีการบันทึกหลายแห่ง พบว่าท่านสำแดงบุญฤทธิ์และบุญญาธิการตั้งแต่กำเนิด ดังปรากฏอิทธิฤทธิ์ตั้งแต่ท่านอายุประมาณ 7-8 ขวบ
ด้วยในวัยเยาว์ท่านกำพร้าบิดาและมารดาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงถูกเลี้ยงโดยอาผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่ท่านมักอาศัยอยู่กับยายของท่านที่หมู่บ้านหม้ายเถียนชุน โดยมีหน้าที่เลี้ยงวัวช่วยเหลือครอบครัว กล่าวว่าเมื่อท่านเกิดมานั้นปรากฏความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร พลิกจากหมู่บ้านที่แห้งแล้งไปในทางที่ดีขึ้น จนมีผู้กล่าวเนื่องด้วยบุญบารมีของท่าน ในบรรดากลุ่มเพื่อนสนิทของท่านมีด้วยกัน 5 คน มีเจ้าโตที่กำยำและแข็งแรงที่สุดเป็นหัวหน้ากลุ่ม ครั้งหนึ่งกลุ่มของท่านได้ขึ้นเขาไปเลี้ยงวัวตามปกติ เมื่อถึงที่หมายต่างคนต่างออกวิ่งเล่นตามประสาเด็ก เว้นท่านผู้เดียวไม่ยอมลงจากม้า ซ้ำยังควบม้าโดยเร็ว ตีลังกาขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว แล้วลงมายืนบนพื้นดิน นี่เป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ครั้งแรก จนเพื่อนๆของท่านเปรียบท่านเป็นซุนหงอคง(เห้งเจีย) ขนานนามท่านเป็นองค์ยุวเทพผู้ทรงฤทธิ์
ครั้งหนึ่งเมื่อท่านและเพื่อนๆไปเลี้ยงฝูงวัว
เจ้าโตประลองกำลังชักเย่อกับเด็กทุกคน ไม่มีใครสู้ได้ ท่านจึงหันมาท้าทายท่านอู๋เต็ก
ท่านจึงถ่อมตนว่าสองคนยังสู้เจ้าไม่ได้ แล้วท่านจะสู้ได้อย่างไร
พร้อมเดินไปยังหินสีเขียวกว้างและยาว 12 ฟุต ท่านยืนบนหินก้อนนั้น
แล้วกระโดดลงมา ใช้มืออุ้มยกหินก้อนนั้นอย่างง่ายดาย เนื่องจากหินก้อนนั้นใหญ่โตมาก
กล่าวว่าขณะเขยื้อนปรากฏเสียงดังสนั่นปานภูเขาถล่ม ฝูงสิงสาราสัตว์ต่างสะดุ้งตกใจกลัว
ท่านได้โยนก้อนหินจากมือซ้ายไปมือขวาสลับกัน จนกระทั่งก้อนหินเล็กลงเท่าฟองไข่ไก่
เมื่อเจ้าโตเห็นดังนั้นจึงขอยกบ้าง ท่านจึงกล่าวว่าของนี้ห้ามเล่น
ถ้าลองเล่นเมื่อไหร่มือเจ้าจะหัก แต่เจ้าโตรบเร้าจนท่านต้องยอม
แล้ววางก้อนหินก้อนนั้นลงบนมือเจ้าโต ผลปรากฎว่ามือเจ้าโตหักจริงๆ
ท่านได้หาสมุนไพรมาประคบนานแค่ 1 นาที อาการบาดเจ็บที่มือของเจ้าโตก็หายเป็นปลิดทิ้ง
เพื่อนๆท่านจึงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวถ้าท่านยุวเทพอยู่กับเรา
เจ้าโตจึงบอกว่า มีท่านยุวเทพจะขึ้นเขาจับเสือหรือลงทะเลจับพญานาค
ข้าก็ไม่กลัวอีกต่อไป ท่านช่วยเราได้ทุกกรณี
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อพายุกำลังมาพัดกระหน่ำ ปรากฏนกอินทรีย์สองตัวบินมาร้องด้วยเสียงอันดัง เจ้าโตพยายามเอาหินขว้างแต่ไม่โดนตัว ท่านอู๋เต็กจึงหลับตาใช้หินก้อนเล็กขว้างครั้งเดียว นกทั้งสองตัวก็ตกลงมา เจ้าโตหมายเข้าไปจับด้วยความดีใจ แต่โดยสัญชาตญาณนกนั้นได้กางปีกขึ้นป้อง จิกเจ้าโตจนเลือดอาบ ท่านจึงได้เข้าไปจับ นกอินทรีย์นั้นกลับเชื่องปานสัตว์เลี้ยงในบ้าน เพื่อนๆของท่านได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ปกครองทราบ และต่างก็ไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สมัยก่อนถิ่นละแวกเจียงหนานแมกไม้ลำธารล้วนอุดมสมบูรณ์ แต่อุปกรณ์ในการจับสัตว์น้ำมีเพียงแค่ลอบไว้จับสัตว์น้ำ เมื่อเพื่อนๆของท่านอู๋เต็กได้ลงไปจับกุ้งในลำธาร ยกเว้นท่านไม่ยอมลงไปด้วย เจ้าโตจึงได้ท้าทายให้ท่านมาแข่งขันจับกุ้ง ท่านปฏิเสธโดยบอกว่าท่านไม่จับและไม่กิน ครั้นเมื่อจับได้กุ้งมากมายแล้ว เพื่อนๆได้ก่อไฟต้มกุ้งกินกัน แต่เมื่อพยายามต้มเท่าใดก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กุ้งในหม้อยังว่ายไปมาดังเดิม ทุกคนจึงคิดว่าเป็นเพราะท่านแสดงฤทธิ์และขอให้ท่านช่วยเหลือ ท่านจึงรับปากว่าจะช่วยและกล่าวว่า หากต้มกุ้งสุกแล้ว ก็อย่าบังคับให้ท่านกินกุ้ง แล้วกุ้งในหม้อก็สุก
แต่หลังจากนั้นเพื่อนๆของท่านกลับคะยั้นคะยอให้ท่านกิน
เมื่อกล่าวจบเพื่อนๆทั้งหมดหันกลับมาอีกที ปรากฏกุ้งในหม้อทั้งหมดได้หายไป
เหลือแต่น้ำเต็มหม้อ เพื่อนๆจึงประจักษ์ว่าเป็นฝีมือของท่านโดยแท้
ท่านจึงหัวเราะและกล่าวว่าเพื่อนๆได้กินกุ้งหมดแล้วยังมาสงสัยในตัวท่านอีก
เมื่อทุกคนหันกลับมา พบว่ากุ้งล้วนอยู่เต็มหม้อ เพื่อนๆต่างกินกันจนอิ่มแปล้
แต่ทว่ากินเท่าไรก็ไม่หมดสักที กุ้งก็ยังเต็มหม้อเช่นเดิม
ขากลับท่านและเพื่อนๆได้แวะลำธารเพื่อให้วัวกินน้ำ วัวของท่านที่ผอมแห้ง
ท่านเอาดินเหนียวโปะท้องวัว จนวัวนั้นอ้วนพีกลับกลายเป็นคนละตัว
เพื่อนๆต่างนำความขบขันและทึ่งในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ในหมู่บ้านนอกจากมีอาชีพเลี้ยงวัวแล้ว ก็ยังมีการทำนาข้าวสาลีสุดสายตา ครั้งหนึ่งท่านอู๋เต็กรับปากยายของท่านว่าจะช่วยไถนา แต่ท่านผิดคำ กลับไปตกกุ้งในลำธาร ยายท่านจึงโกรธและต่อว่า ท่านจึงใช้มีดไม้ไผ่ฟาดต้นหญ้าในแปลงนาอย่างรวดเร็ว จนหญ้าเตียนโล่งลงอย่างง่ายดาย พร้อมปรับพื้นที่ลงต่ำให้เสมอกัน พร้อมดำนาได้ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ท่านและชาวบ้านดำนาอย่างรวดเร็ว จากเช้าคล้อยบ่ายก็ไม่เสร็จ เนื่องจากพื้นที่มาก ท่านจึงบอกให้พอไว้ก่อน ขากลับเมื่อผ่านลำธารท่านได้นำใบไม้มาโปรยในน้ำ ใบไม้กลับกลายเป็นปลาอ้วนพีอย่างมากมาย ทุกๆคนได้จับปลาจนเต็มข้อง ล้วนต่างดีใจกันทั่วหน้าโดยเฉพาะยายของท่าน
เมื่อถึงสารทเดือนห้า ทุกบ้านจะล้างโอ่งไหเพื่อเตรียมบรรจุผักดอง ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันไปล้างที่ริมธาร ท่านอู๋เต็กก็ไปด้วย โดยนำโอ่งสองใบไปวางไว้ริมฝั่ง แล้วท่านก็ไปเล่นน้ำ จนเมื่อถึงเวลาทุกคนกลับ ท่านก็กลับด้วย ยายของท่านรู้ว่าท่านไม่ได้ล้างโอ่งที่นำไปจึงต่อว่า ท่านได้ชูโอ่งขึ้น แล้วใช้กำปั้นทุบก้นโอ่ง เป็นที่อัศจรรย์ โอ่งใบนั้นพลิกกลับจากนอกไปใน เห็นความสะอาดหมดจด และเมื่อท่านทุบอีกครั้งโอ่งนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม
เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านและท่านอู๋เต็กต่างเข้าป่าเพื่อไปตัดหญ้านำมาเป็นเชื้อเพลิง ขากลับทุกคนได้แบกหญ้ามาเป็นฟ่อนๆ ยกเว้นท่าน ได้หิ้วหญ้าในตะกร้ากลับมาใบเดียว เมื่อถึงบ้าน ยายของท่านก็ต่อว่า เมื่อนำหญ้ามาผึ่งแดด หากแต่ผึ่งเท่าไรหญ้าในตะกร้าก็ไม่หมดสักที จนยายของท่านเหนื่อยเหงื่อโทรมกาย ท่านจึงกล่าวว่าท่านยายไม่ต้องลำบาก หากอยากได้หญ้าเมื่อไรก็ขอให้บอก ท่านจะไปเอามาให้ได้เสมอ
เมื่อล่วงไปหลายร้อยปีนั้น บ้านเมืองยังเป็นป่ารกชัฎ สิงสาราสัตว์มากมาย ครั้นจะเข้าป่าก็ต้องรวมกลุ่มกัน และนำสุนัขเดินล่วงหน้านำทางเพื่อบอกเหตุผิดปกติ เมื่อท่านอู๋เต็กพร้อมชาวบ้านต้องเข้าป่าเพื่อไปตัดฟืนนั้น พลันสุนัขนำทางเห่ากรรโชก แสดงถึงความหวาดกลัวอย่างมาก คณะของท่านได้เจอกับเสือตัวหนึ่ง ทุกคนล้วนพากันเผ่นหนี ยกเว้นท่านได้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อเสือโจนทะยานใส่ ท่านก็คว้าหาง ตัวเสือนั้นดิ้นเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด แล้วท่านก็กระซิบข้างใบหูของเสือ เสือตัวนั้นจึงสงบและวิ่งเข้าป่าจนลับตาไป
ก่อนถึงวันสิ้นปี
ในวัน 24 ค่ำ เดือน 12 จีน ชาวบ้านจะส่งเทพเตาไฟขึ้นไปรายงานกรรมดีกรรมชั่วให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบ
ซึ่งต้องนึ่งขนมเข่งโดยใช้ฟืนไฟ ระยะเวลานึ่งไม่น้อยกว่า 6
ชั่วโมง ท่านได้รับมอบหมายให้ดูแลฟืนไฟไม่ให้มอด แต่แล้วท่านก็ได้นำฟืนออก
ยื่นขาตนเองเข้าไปในเตา เมื่อยายของท่านเห็น จึงเข้าไปดับไฟ
และตรวจดูขาของท่าน ก็ไม่พบความผิดปกติ จนรุ่งเช้าเมื่อยายตื่นขึ้นมาเห็นขนมนึ่งสุกดี
แต่เมื่อมองข้าวของภายในบ้านกลับหายไปหมด ยายของท่านก็โกรธคิดว่าท่านนำข้าวของไปทำฟืนหมด
ท่านก็บอกให้ขึ้นไปดูชั้นบน เครื่องเรือนโต๊ะเก้าอี้ต่างใหม่ทั้งสิ้น
ท่านบอกว่าปีใหม่ก็ต้องใช้สิ่งของใหม่ๆ
วันหนึ่งในช่วงฤดูกาลไหว้บรรพบุรุษ (เช็งเม้ง) เด็กหนุ่มเลี้ยงเป็ดคนหนึ่ง ได้นำเป็ดไปเลี้ยงในลำธาร ริมธารมีกอหญ้ารกทึบ ปรากฏเป็ดน้อยได้หายไปทุกวัน วันละตัวสองตัว จนเป็นที่สงสัย ต่อมาเด็กหนุ่มล่วงรู้สาเหตุ รู้ว่ามีงูขนาดใหญ่ วัดวงรอบเท่าใบตะกร้ามาฉกกินเป็ดเสีย เมื่อความทราบถึงชาวบ้าน ท่านอู๋เต็กพร้อมพวกเพื่อนๆจึงพากันมาดักจับ เมื่อท่านเข้าใกล้กอหญ้ากอใหญ่นั้น ปรากฏเจ้างูร้ายโผล่ขึ้นมา ท่านจึงใช้มือจับหางของมัน เจ้างูตัวนั้นจึงชูหัวขึ้นสูง อ้าปากกว้างเท่ากะละมัง ท่านจึงเอาก้อนหินก้อนหนึ่งใส่ปากงู งูจึงย่อส่วนเป็นตัวเล็ก ท่านได้จับงูนั้นใส่ในบ้องไม้ไผ่ แล้วนำกลับไปเลี้ยงที่บ้าน
เมื่อใกล้สิ้นปี ตรุษจีนกำลังจะมา ท่านอู๋เต็กและเพื่อนๆกำลังเลี้ยงวัวบนภูเขา ท่านก็นับนิ้วรู้โดยทิพย์ญาณว่าเมืองโปหลอซึ่งห่างจากที่นี่ 100 ลี้กำลังมีงิ้วแสดง ท่านจึงชวนเพื่อนๆทั้งหมดไปดูงิ้วซึ่งกำลังแสดงเรื่องสามก๊ก ตอนเล่าปี่ กวนอูและเตียวหุยรบกับลี่กู้ โดยเพื่อนๆต่างไม่เชื่อว่าเป็นจริง และด้วยระยะทางที่ไกลไม่น่าจะไปได้ ท่านจึงให้เพื่อนๆทั้งหมดเกาะบนบ่าของท่านและให้หลับตา แล้วเหาะลงมาจนถึงหน้าโรงงิ้ว เป็นที่อัศจรรย์ใจของชาวบ้านและคณะงิ้วมาก
ขากลับท่านก็กำชับให้ทุกคนปฏิบัติเช่นเดิม
แต่ท่านรู้โดยทิพย์ญาณว่าเจ้าโตต้องแอบเปิดตาดู และเป็นจริงตามนั้น
ร่างของเจ้าโตจึงร่วงหล่นลงไป เมื่อท่านส่งเพื่อนๆที่เหลือกลับไปโดยปลอดภัยแล้ว
จึงได้ย้อนกลับมาช่วยเหลือเจ้าโตที่ได้ร่วงหล่นลงมายังบ้านข้าหลวงแห่งเมืองกุยสร้านโดยไม่ได้รับอันตราย
ท่านข้าหลวงคิดว่าท่านเป็นเทพผู้เปี่ยมด้วยอิทธิฤทธิ์ จึงยกน้ำชาขึ้นคารวะ
3 จอก ท่านก็รับมา พร้อมสาดขึ้นฟ้าทั้งสามครั้ง ข้าหลวงจึงเอ่ยปากถามว่าท่านมีอะไรบกพร่อง
จึงไม่รับน้ำชา ท่านจึงบอกว่าตำบลโปหลอกำลังมีไฟไหม้โกดัง
ท่านกำลังช่วยดับไฟ เมื่อข้าหลวงได้ให้ม้าเร็วไปสืบ ก็ทราบว่ามีไฟไหม้โกดังจริง
แต่แล้วมีน้ำสีชาตกมาจากฟ้าอย่างแรง ครู่เดียวไฟก็ดับหมด เหตุการณ์นี้เป็นที่เลื่องลือ
และบันทึกไว้ในประวัติของเมืองกุยสร้านหรือหุ้ยจิวตราบจนปัจจุบัน
เมื่อท่านอายุ 13 ปี ล่วงถึงวัน 5 ค่ำ เดือน 3 จีน ซึ่งเป็นวันสำคัญ ปรากฏรุ้งกินน้ำ แสงสว่างกระจายในวงกว้าง ท่านเดินหน้ามุ่งไปยังก้อนหินเชิงเขา แล้วท่านนั่งสมาธิ พลันปรากฏแสงสว่างเป็นแสงสีม่วงพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า กล่าวว่าท่านได้ละสังขาร สำเร็จธรรมบรรลุเต๋า ณ ที่แห่งนั้น และปรากฏแสง 9 ลำแผ่รัศมีคล้ายดังมังกรเก้าตัว เหล่าสิงสาราสัตว์ร่ำร้องสนั่นฟ้าสะเทือนดิน เต่ายืดคอยาว เสือร้องคำราม งูขนดซ้อนกัน ฝูงมดห้อมล้อมสังขารของท่าน ผีเสื้อบินว่อน ฝูงผึ้งออกจากรัง สุนัขและฝูงไก่ร่ำไห้เศร้าโศกเหลือพรรณนา
เจ้าปู่แห่งขุนเขา (เอี๋ยวตั่วแปะกง) พลันปรากฏกาย ท่านถือไม้เท้าหัวมังกรไปบอกข่าวแก่ยายของท่าน จากนั้นกิตติศัพท์ความร่ำลือถึงการสำเร็จมรรคผลของท่านได้แผ่ขจรขจาย ก่อให้เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า จนเมื่อปีพุทธศักราช 1926 ในรัชสมัยหมิงหงอู่ปีที่ 16 จึงมีผู้สร้างศาลาตรงตำแหน่งที่ท่านละสังขาร นามศาลาเต็กเต๋าเต็ง (ศาลาสำเร็จธรรมเต๋า) ดังปรากฏในปัจจุบัน
กล่าวว่าภูเขาเก้ามังกร (จิ่วหลงเฟิง) นั้น เมื่อมองจากภายนอก เปรียบเสมือนมังกรเหาะเสือทะยาน ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 1926 ในรัชสมัยหมิงเสี่ยนเต๋อปีที่ 9 ได้มีผู้ศรัทธาสร้างวัดให้ท่าน เรียกว่าวัดเก้ามังกร ไว้เป็นที่สักการบูชา นับจากบัดนั้นจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 600 ปี
เมื่อคราวมีงานฉลอง ณ วัดแห่งนี้จะคึกคักอย่างยิ่ง ยิ่งใหญ่กว่าบุญบารมีแห่งจักรพรรดิใดๆในอดีต ชาวบ้านใกล้ไกลต่างมาขอพรต่อท่าน บ้างก็เสี่ยงเซียมซีหรือขอใบยาจากท่าน กล่าวว่าแม่นยำและศักดิ์สิทธิ์
บันทึกกล่าวว่าเมื่อปีพุทธศักราช
2305 ในรัชสมัยชิงเฉียนหลงปีที่ 26 พระองค์เคยมาบูรณะและสักการบูชากราบไหว้องค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ยด้วยพระองค์เอง
และเมื่อปีพุทธศักราช 2366 ในรัชสมัยชิงเต้ากวังปีที่ 3 ได้ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่
จนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางวัดได้ผ่านการทำลายล้างจนไม่เหลือรูปเคารพใดๆแห่งอดีต
ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 2525 ทางรัฐบาลจีนพร้อมชาวจีนโพ้นทะเลต่างร่วมแรงร่วมใจปฏิสังขรณ์วัดเก้ามังกรพร้อมศาลาเต๋าเต็กเต็ง
และสร้างรูปเคารพของท่านใหม่ดังปรากฏในปัจจุบัน
ในต่างแดนโดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเลที่มีถิ่นกำเนิดในท้องถิ่นกวางตุ้งและฮากกานับถือบูชาองค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ยเป็นอันมาก ในฮ่องกงและมาเก๊ามีศาลเจ้าของท่านอยู่มากมาย เช่น ย่านซาวเกยหว่านในฮ่องกง และย่านโหล่วหว่านโต๋วในมาเก๊า ซึ่งเรียกชื่อเดิมท่านว่าท่ามชีว ซึ่งต่างออกไป และนับถือท่านเป็นหนึ่งเทพอารักษ์คุ้งน้ำ(ห่ายเสิน)อีกท่านหนึ่ง นอกเหนือจากรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จนทางราชการได้สนับสนุนงานฉลองคล้ายวันประทูติของท่านเป็นงานระดับชาติให้ผู้คนไปสักการะท่าน
องค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ยนับว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองตรัง ชาวตรังและชาวจังหวัดใกล้ไกลต่างเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก ชื่อเสียงความศรัทธาของท่านขจรขจายกว้างแผ่ไพศาลจนเหลือคณานับ ในเมืองตรังมีศาลเจ้าที่บูชาท่านเป็นการเฉพาะ ดังนี้
1.ศาลเจ้าท่ามกงเยี้ย ถ.เพลินพิทักษ์ ต.ทับเที่ยง จังหวัดตรัง
2.ศาลเจ้าท่ามกงเยี้ย ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จังหวัดตรัง
นอกจากนั้นยังมีรูปเคารพท่านในศาลเจ้าอื่นๆ อีก จนกล่าวว่าท่านเป็นหนึ่งครองความศรัทธาของพี่น้องชาวตรัง ไม่ว่าเป็นชาวไทยหรือชาวไทยเชื้อสายจีน โดยไม่คำนึงว่าบรรพบุรุษเหล่านั้นมาจากถิ่นฐานใด ต่างเลื่อมใสศรัทธาท่านทั้งสิ้น
ขอขอบคุณ
คุณสมเกียรติ
แซ่ตั้ง (เฉินเถียะหลิน)ที่ได้คัดลอกประวัติองค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ยจากหลักศิลาจารึก
ณ วัดเก้ามังกร เรียบเรียงคัดย่อและเพิ่มเติมรายละเอียดโดย
บุนเต้หลาง เมื่อ 25 มกราคม 2550
ส่วนองค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ยในตำนานอื่นนั้น บ้างก็กล่าวว่าท่านมีนามเดิมว่าท่ามเชียว เกิดในยุคสมัยราชวงค์หงวน ท่านสำเร็จธรรมเต๋าตั้งแต่อายุ 12 ปี พระไท้ส่งโหล่กุนได้รับท่านไว้เป็นศิษย์ ได้ร่ำเรียนวิชาอายุวัฒนะไม่แก่ไม่เฒ่า จนเมื่ออายุ 70-80 ปี ก็ยังคงรูปลักษณ์เป็นเด็กอายุ 12-13 ปีโดยไม่เปลี่ยนแปลง
บ้างก็อ้างในทางเต๋าว่าท่านเป็นนักพรต ในนามจื๋อเซียวจินหยิน ฉะนั้นถ้ายึดถือตามนี้ เทวรูป (กิมซิ้น) ท่านจึงมีรูปลักษณ์ไม่แน่นอน อาจมีลักษณะเป็นผู้เฒ่าแต่งชุดจินหยินตามยศ บ้างก็ว่าท่านเกิดยุคสมัยถัง ซึ่งเกิดต่างยุคต่างสมัย ในถิ่นฮกเกี้ยน ซึ่งเปรียบประหนึ่งเป็นคนละคนกับที่กล่าวมา จึงอาจมีความสับสนได้
สำหรับในเมืองตรังได้สืบทอดประวัติของท่านจากศิลาจารึกในวัดเก้ามังกรถิ่นเมืองหุ้ยโจวเป็นหลัก ในฐานะ ยุวเทพผู้ทรงฤทธิ์